
เงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะพอ? ส่องวิกฤติค่าครองชีพปี 2569 เช็กต้นทุนชีวิตจากราคาน้ำมัน ค่าที่พัก และค่าเดินทาง พร้อมสูตรคำนวณการเงินและวิธีประคองตัวให้อยู่รอดท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง
ช่วงนี้คนไทยต้องเผชิญกับข่าวราคาน้ำมันปรับขึ้นรายวัน หรือ เดินเข้าร้านอาหารตามสั่ง แล้วพบว่าป้ายราคาถูกแปะทับด้วยเลขใหม่ ขยับขึ้น 5 บาทบ้าง 10 บาทบ้าง จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า นี่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในโหมด Hard Core อยู่หรือเปล่า?
Thairath Money เจาะข้อมูลจากปี 2568-2569 สะท้อนภาพความจริงที่น่าตกใจ เมื่อพบว่า ค่าครองชีพคนไทย กำลังเปลี่ยนจาก "การขยับ" เป็น "การพุ่งทะยาน" ขณะที่เงินเดือนคนไทยโตเฉลี่ยเพียง 4.5% แถมยังต้องสู้กับวิกฤติหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึง 16.44 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 87% ของ GDP จนนำไปสู่คำถาม สภาพคล่องที่ตึงมือแบบนี้ มีต้นทุนชีวิตอะไรบ้าง ที่เปลี่ยนไปอย่างหนักหนา
หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ทองคำมีราคาเพียงบาทละ 20,000 บาท แต่ในปี 2569 เราเห็นภาพทองคำพุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 82,000 บาท แม้จะมีการปรับฐานลงมาบ้าง แต่ฐานราคาใหม่ก็วนเวียนอยู่ที่ 73,400 บาท
จากข้อมูลนี้ สะท้อนได้ว่า เงินสดในมือเรา "ด้อยค่า" ลงอย่างรุนแรง โดยทองคำที่แพงขึ้น ทำให้เราต้องใช้เงินบาทมากขึ้นเท่าตัวเพื่อแลกสินค้ามูลค่าเท่าเดิม - น้ำหนักเท่าเดิม
เมื่อราคาน้ำมันดีเซลล่าสุด ดีดขึ้นไปแตะ 47.74 บาท และเบนซินทะลุ 50 บาท นอกจากกระทบคนขับรถ ยังกลายเป็น “ต้นทุนแฝง" ในทุกๆอย่างที่เรากินและใช้ด้วย
ราคาอาหาร (จานด่วน) เป็นอีกดัชนีชี้วัดค่าครองชีพคนไทย จากค่าเฉลี่ย 31 บาทในปี 2555 สู่ 70 บาทในปัจจุบัน นี่คือการเติบโตของราคาอาหารกว่า 100% ในรอบ 13 ปี แม้ปีก่อนๆ พ่อค้าแม่ค้าจะพยายาม "ฝืน" ตรึงราคาไว้เพราะกลัวลูกค้าหาย แต่เมื่อเจอราคาน้ำมันใกล้แตะ 50 บาท และราคาไข่ไก่ที่พุ่งขึ้นถาดละ 6 บาท , หมูบด ปรับขึ้นมาอีก20 บาท ,ต้นหอม - ผักชี ราคาก่อนหลัง มีส่วนต่างตั้งแต่ 10 - 30 บาท หรือ ราคามะนาวต่อลูก ปรับเพิ่มขึ้นมาเท่าตัว จาก 3 บาท เป็น 6 บาท ทำให้การตรึงราคา อาหาร 1 จาน ไปต่อไม่ไหว
สำหรับมนุษย์เงินเดือนกรุงเทพฯ รายจ่ายคงที่ (Fixed Cost) คือตัวตัดกำลังที่สำคัญที่สุด
ด้านต้นทุนการเดินทาง ท่ามกลางคนกรุงรอนโยบายในฝัน รถไฟฟ้า 20 บาท ในชีวิตจริงต้องจ่าย 17 - 65 บาท ต่อเที่ยว แถมยังต้องต่อวินมอเตอร์ไซค์ (เฉลี่ย 76 บาท/เที่ยว) หรือต่อรถหลายสาย ทำให้คนทำงานมีภาระค่าเดินทางจริงสูงถึง 3,000 - 6,000 บาทต่อเดือน ส่วนคนสัญจรทางเรือ หลัง 7 เม.ย.นี้ เรือด่วนเจ้าพระยา-เรือโดยสารคลองแสนแสบ จะปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารอีก 2 บาท เป็น 15-25 บาท ตามระยะทาง เรียกได้ว่าไม่มีทางหนี
เมื่อนำตัวเลขทั้งหมดมากางดู เราสามารถแบ่งระดับการ "อยู่รอด" ได้ดังนี้
ระดับอยู่รอด (15,000 - 20,000 บาท)
ระดับมาตรฐานคนเมือง (30,000 - 40,000 บาท)
ระดับคุณภาพชีวิตที่ดี (50,000 - 60,000 บาทขึ้นไป)
ทั้งนี้ แม้ในตำราการเงินอาจบอกให้เราแบ่งเงินออม 20% แต่ในยุคที่ หนี้ครัวเรือนพุ่งแตะ 86.7% ต่อ GDP และเงินเดือนขยับช้ากว่าราคาข้าวแกง การจะเหลือเงินไปลงทุนดูจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก สิ่งที่คนทำงานต้องทำไม่ใช่การ "จัดสรร" แต่คือการ "จัดลำดับ"
1. ปรับ Needs (สิ่งที่ต้องจ่าย) ให้เป็น "ค่าใช้จ่ายเชิงยุทธศาสตร์" เมื่อค่าข้าวพุ่งเป็น 70 บาท และน้ำมันแตะ 50 บาท รายจ่ายส่วนนี้มักจะทะลุ 50-70% ของเงินเดือนไปแล้ว สิ่งที่ทำได้ไม่ใช่แค่การประหยัด แต่คือการลด Fixed Cost ที่เป็น "คอขวด" เช่น
2. เปลี่ยน ความสุข ให้เป็น "Buffer สำรอง" ในยุคนี้ ส่วน 30% ที่เคยเอาไว้ซื้อความสุข ต้องถูกตีค่าใหม่ให้เป็น "งบฉุกเฉินรายเดือน" หากน้ำมันปรับขึ้นแบบรายวัน หรือค่าไฟพุ่งทะยาน งบส่วนนี้ต้องถูกดึงไปโปะ "ค่าส่วนเกิน" ทันที เพื่อไม่ให้เราต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นพื้นฐาน
3. Savings & Debt (หนี้และการอยู่รอด) แก้หนี้ก่อนสะสม เมื่อสภาพคล่องตึงมือ การบอกให้ไปออมทอง 8 หมื่นอาจดูตลก สิ่งที่ควรโฟกัสคือ
ที่มา : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา , ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้า ,ธปท. ,กระทรวงพลังงาน ,สมาคมค้าทองคำ , dotproperty ,ปตท.,บางจาก , ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney