วัดใจรัฐบาลใหม่!สานต่อหรือนับหนึ่งใหม่ พ.ร.บ.ล้มละลายฉบับประชาชน ปลดล็อกหนี้บัตร-เช่าซื้อ ก่อนฟ้อง

Personal Finance

Financial Planning

Tag

วัดใจรัฐบาลใหม่!สานต่อหรือนับหนึ่งใหม่ พ.ร.บ.ล้มละลายฉบับประชาชน ปลดล็อกหนี้บัตร-เช่าซื้อ ก่อนฟ้อง

Date Time: 27 มี.ค. 2569 18:16 น.

Video

วางแผนการเงินรับมือสงครามอิหร่าน หรือหากมีสงครามโลกครั้งที่ 3 ? | Money Issue EP.50

Summary

เปิดทางรอดหนี้ครัวเรือน ส่องร่าง พ.ร.บ.ล้มละลายฉบับใหม่ หนุนลูกหนี้ยื่นฟื้นฟูหนี้เองได้ ไม่ต้องรอล้มละลาย เจาะลึกกลไก Fresh Start ปลดล็อกวงจรหนี้บัตรเครดิต-เช่าซื้อ ที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดัน

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงเกือบ 87% ของ GDP โดยเฉพาะกลุ่มหนี้ค้างเก่าจากช่วงโควิด-19 และกำลังน่ากังวลมากขึ้น จากภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น เพราะวิกฤติราคาพลังงานแพงรอบใหม่ 

ร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับฟื้นฟูโดยสมัครใจ) ที่ผลักดันโดยเครือข่ายประชาชนและกลุ่มแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand – FFT) จึงกลายเป็นอีกหนึ่งกฎหมายสำคัญที่ถูกจับตามองว่ารัฐบาลใหม่จะนำกลับมาพิจารณาต่อหรือไม่ หลังจากที่ร่างกฎหมายนี้ต้องตกไปถึง 2 รอบจากการยุบสภา

กฎหมายใหม่ ความหวังลูกหนี้บุคคลธรรมดา 

ย้อนไป กฎหมายล้มละลายเดิม (พ.ศ. 2483) ออกแบบมาเพื่อให้นิติบุคคลขนาดใหญ่ที่มีหนี้เกิน 10 ล้านบาท สามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเพื่อรักษาธุรกิจไว้ได้ แต่สำหรับบุคคลธรรมดาหรือ SMEs ขนาดเล็ก กลับไม่มีสิทธิ์เข้าสู่กระบวนการนี้ 

ซึ่งหากมีหนี้ล้นพ้นตัว ทางออกเดียวคือการถูกฟ้องล้มละลาย ซึ่งนำไปสู่การถูกยึดทรัพย์สินทั้งหมดและสูญเสียสิทธิในการทำนิติกรรมเป็นเวลา 3 ปี

อย่างไรก็ดี สาระสำคัญของร่างกฎหมายใหม่ที่ต่างจากเดิม คือ 

  • เกณฑ์หนี้: บุคคลธรรมดาที่มีหนี้ตั้งแต่ 1 แสน แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท สามารถยื่นขอฟื้นฟูได้เอง
  • สภาวะพักชำระหนี้ (Automatic Stay): เมื่อศาลรับคำร้อง เจ้าหนี้จะไม่สามารถฟ้องร้องหรือบังคับคดีได้ชั่วคราว เพื่อให้ลูกหนี้ทำแผนชำระหนี้ตามรายได้จริง
  • การรักษาทรัพย์สิน: ลูกหนี้สามารถรักษาที่อยู่อาศัยหรือเครื่องมือทำกินไว้ได้ หากปฏิบัติตามแผนชำระหนี้ภายใน 3-5 ปี หนี้ที่เหลือจะถูกปลดออก

เจาะลึกมุมมองและข้อเท็จจริงจากวงเสวนา

ล่าสุดในวงเสวนา “ ฟื้นฟูหนี้ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ: ทำไมรัฐบาลใหม่ต้องหยิบ พ.ร.บ.ล้มละลาย มาสานต่อ” ซึ่งจัดโดย FFT ได้ร่วมกันหาคำตอบ และผลักดันให้รัฐบาลเห็นความสำคัญเรื่องนี้ ว่าเหตุผลใดทำไม พ.ร.บ.ล้มละลาย ดังกล่าวควรได้ไปต่อ โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายร่วมกันเสวนา 

โดย “พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง” ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ล้มละลายกล่าวว่า ปัจจุบันโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่ของประเทศ เกิดจากนโยบายรัฐบาล โดยพบข้อเท็จจริงที่น่ากังวลว่าคนไทยเริ่มเป็นหนี้ตั้งแต่อายุ 14 ปี จากหนี้การศึกษาอย่าง กยศ. 

ซึ่งปัจจุบัน มีลูกหนี้กว่า 7 ล้านคน ทำให้คนวัยทำงานต้องแบกรับภาระหนี้จนยากจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ขณะ สถิติการบังคับคดี พุ่งสูงถึง 25 ล้านล้านบาท ซึ่งมากกว่า GDP ของประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้จากสถาบันการเงินของรัฐ

พร้อมยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ โดยที่รัฐบาลไม่ต้องใช้งบประมาณแม้แต่บาทเดียว เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ได้ช่วยตัวเอง หากข้าราชการเข้าสู่แผนฟื้นฟูก็จะไม่ต้องออกจากราชการเหมือนกฎหมายเก่า ซึ่งจะช่วยรักษาคุณภาพของบุคลากรไว้ได้ 

นอกจากนี้กรรมาธิการวุฒิสภายังเห็นควรให้แก้เรื่องการนำเงินที่ชำระหนี้ไปตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย เพื่อให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากวงจรหนี้ได้จริง ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ดี 

“วันนี้ปัญหาหนี้สินเป็นเรื่องใหญ่ แม้แต่คนคุณภาพ อย่างครู พอเป็นหนี้ คุณภาพก็ด้อยไปหมด ที่ผ่านมา เรามีวิธีแก้หนี้มาหลายนโยบาย แต่ไม่เคยเปิดโอกาสให้ลูกหนี้มาช่วยตัวเอง การมีกฎหมายรองรับ นับเป็นนิมิตรหมายอันดี ถ้ารัฐบาลนี้จริงใจในการแก้ปัญหา จะเป็นจุดเปลี่ยนในการแก้หนี้ครัวเรือนไทยอย่างมีนัยสำคัญ ”

ขณะที่ “สฤณี อาชวานันทกุล หัวหน้าทีมวิจัย แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย - FFT ให้ข้อเท็จจริงว่า มาตรการช่วยเหลือจากรัฐในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูอาชีพและความสามารถในการดำรงชีวิตของประชาชนคนไทย 

ซึ่งจากงานวิจัยทั่วโลกพบว่า กระบวนการฟื้นฟูหนี้โดยสมัครใจจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้คืนในสัดส่วนที่มากกว่าการปล่อยให้ล้มละลายแล้วไปพิทักษ์ทรัพย์

ในมุมมองของคณะทำงาน ยังเห็นว่าวิกฤตหนี้จากราคาน้ำมันแพงในปัจจุบัน อาจรุนแรงกว่าช่วงโควิด-19 ด้วยซ้ำไป เพราะไม่สามารถคาดเดาระยะเวลาได้ กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นประโยชน์ 2 ทาง คือ มอบชีวิตใหม่ให้ลูกหนี้และทำให้เจ้าหนี้ได้เงินคืนมากขึ้น 

รวมถึงเป็นการยกระดับวงการแก้หนี้ หรือ สร้างระบบ "หมอหนี้" หรือนักจัดการหนี้ที่จะช่วยให้ความรู้และสร้างวินัยทางการเงินให้ลูกหนี้ในระหว่างกระบวนการฟื้นฟูได้อีกด้วย 

“วิกฤติน้ำมัน ก็เป็นอีกแรงกระแทกของปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย เดิมบุคคลธรรมดาคนไทย ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ปลายทางคือถูกฟ้อง และพอตกอยู่ในคำว่า “บุคลล้มละลาย” ก็เหมือนมีมลทิน เป็นภาพลบทางสังคม แต่หากเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูหนี้สินได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องไปถึงขั้นล้มละลาย และไม่จำกัดว่าเป็นลูกหนี้แบบไหน คาดว่าจะได้ผลมากกว่าในอดีตอย่างแน่นอน “

ด้าน “พสิษฐ์ อัศววัฒนาพร” ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย ระบุให้เข้าใจถึงกฎหมายใหม่มากขึ้นว่า เดิมทีกฎหมายล้มละลายเน้นการลงโทษลูกหนี้ แต่แนวคิดสากลในปัจจุบันเปลี่ยนไปเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้เริ่มต้นใหม่ (Fresh Start) การฟื้นฟูส่วนบุคคลคือการทำแผนเพื่อรักษาทรัพย์สินไว้ ต่างจากการล้มละลายที่ต้องส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินมีความกังวลในร่างใหม่ประเด็นการ "ฉีกสัญญาค้ำประกัน" โดยระบุว่าหากลูกหนี้ทำตามแผนไม่ได้แล้วผู้ค้ำไม่ต้องรับผิดชอบด้วย อาจทำลายบทบาทและหลักการของการค้ำประกันในระบบนิติสัมพันธ์ แต่ในภาพรวมสถาบันการเงินเห็นด้วยกับหลักการของกฎหมายฉบับนี้ เพราะกฎหมายใหม่กำหนดให้ใช้มติจำนวนเจ้าหนี้เพียง 51% ก็สามารถเริ่มแผนฟื้นฟูได้ ซึ่งจะทำให้กระบวนการคล่องตัวขึ้น

“ ในฐานะสถาบันการเงิน เป็นเจ้าหนี้หลัก กฎหมายใหม่ดังกล่าว ก็เป็นเรื่องที่ธนาคารต้องปรับตัวเช่นกัน แม้จะกระทบเยอะที่สุด แต่เห็นด้วยกับแนวคิดต่างๆ อย่างไรก็ดี ในรายละเอียดปลีกย่อย แง่ประเด็นที่มีความกังวล ก็คงต้องมาพิจารณาร่วมกัน ”

ส่วน “นฤมล เมฆบริสุทธิ์” รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยสถิติว่า ในรอบ 10 ปีมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับหนี้สินของคนไทย กว่า 4,811 คดี โดยหนี้บัตรเครดิตครองอันดับ 1 (33%) และมีผู้บริโภคถูกฟ้องร้องสะสมกว่า 1,000 คดี ปัญหาที่พบมากคือ "การใช้กฎหมายเป็นอาวุธ" ของเจ้าหนี้ที่เลือกฟ้องร้องแทนการประนอมหนี้ ทำให้ลูกหนี้ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายศาล

ยกตัวอย่างกรณีไม่เป็นธรรม เช่น หนี้เพียง 40,000 บาท แต่นำไปสู่การยึดบ้านมูลค่าหลักล้าน หรือหนี้เริ่มต้น 10,000 บาท พุ่งสูงเป็น 80,000 บาทจากดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม เนื่องจากลูกหนี้ขาดความรู้กฎหมายและสัญญาที่ทำไว้เป็น "สัญญามัดมือชก" ที่ผู้บริโภคไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง การแก้ปัญหาด้วยการรณรงค์ให้ความรู้อย่างเดียวจึงไม่พอ แต่ต้องแก้ที่โครงสร้างกฎหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม

"ยอดคดีเพิ่มมากขึ้นทุกปี และน่าห่วงเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ไม่นับรวมข้อมูลจากสถาบันการเงิน และที่ไม่ได้ถูกร้องเรียนมาที่สมาคมฯ อีกจำนวนมาก โดยจากการลงพื้นที่เก็บในชุมชน พบว่า ข้อมูล 80% เป็นหนี้ และ 50-60% เป็นหนี้นอกระบบ ขณะเดียวกัน ตั้งแต่โควิดเป็นต้นมา หนี้เช่าซื้อรถเพิ่มขึ้นเยอะมาก ที่โดนฟ้อง ไหนจะ การกู้เงินผ่านแอปฯ ทั้งที่ถูกกฎหมาย และผิดกฎหมายอีกจำนวนมาก “ 

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ. ล้มละลายฉบับใหม่นี้ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยลดปริมาณคดีในศาลและป้องกันไม่ให้ลูกหนี้ถูกผลักออกไปสู่วงจรหนี้นอกระบบ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญคือ "เวลา" เนื่องจากหากรัฐบาลใหม่ไม่ยืนยันร่างกฎหมายนี้ภายในกำหนด 60 วันหลังเปิดสภา กระบวนการทั้งหมดที่ขับเคลื่อนมาจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ซึ่งหมายถึงการปิดประตูโอกาสของลูกหนี้รายย่อยอีกจำนวนมหาศาลที่กำลังรอคอยความหวังนี้อยู่นั่นเอง.


อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney




Author

อุมาภรณ์ พิทักษ์

อุมาภรณ์ พิทักษ์
เศรษฐกิจ การเงิน ลงทุน และ อสังหาริมทรัพย์