ปรากฏการณ์ “นักบิด” ป่วน Virtual Bank ถอดรหัสความเชื่อทางการเงินผิดๆ เมื่อคิดจะเบี้ยวหนี้

Personal Finance

Finance and Banking

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ปรากฏการณ์ “นักบิด” ป่วน Virtual Bank ถอดรหัสความเชื่อทางการเงินผิดๆ เมื่อคิดจะเบี้ยวหนี้

Date Time: 8 ส.ค. 2569 08:00 น.

Video

เจาะลึกหุ้นชิป AI พุ่งไปแล้วเป็นพัน% ยังเหลืออะไรเป็นโอกาสอีกบ้าง? | Digital Frontiers Talk EP.72

Summary

จากดราม่า CLICX แม้เราไม่รู้ว่าสาเหตุที่ชัดเจนว่าทำไมเหล่า "นักบิดหนี้" คิดว่ากู้เงินแล้วไม่ต้องคืน แต่เพื่อให้เราเข้าใจเรื่องหนี้เพิ่มขึ้นอยากชวนมารู้จัก 5 ความเชื่อผิดๆ ทางการเงินกัน

สัปดาห์ที่ผ่านมาฝั่งการเงินมีดราม่าใหญ่ หลังจาก CLICX ธนาคารไร้สาขาที่เพิ่งเปิดตัวไป เริ่มให้สมัครสินเชื่อออนไลน์ได้ แต่เปิดได้แค่ 1-2 วันก็ต้องปิดระบบชั่วคราว ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจาก “นักบิด” บางส่วนมาโพสต์ในกลุ่มทำนองว่า เครดิตไม่ดีก็กู้ผ่าน และฉันจะเบี้ยวหนี้ไปหวานๆ ก็ได้

แม้เราไม่รู้ว่าสาเหตุที่ชัดเจนว่าทำไมเหล่านักบิดหนี้คิดว่ากู้เงินแล้วไม่ต้องคืน แต่ Thairath Money อยากชวนมาดูความเชื่อผิดๆ ทางการเงินที่เกี่ยวกับหนี้ ไม่ให้เราต้องติดกับดักกัน

5 ความเชื่อผิดๆ เรื่องหนี้และการเงิน

1. สินเชื่อผ่านแอปดิจิทัล สาขาก็ไม่มี คงทวงหนี้ไม่ได้หรอก

ความจริง: Virtual Bank หรือธนาคารไร้สาขาอย่าง CLICX ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งต้องให้บริการ และคิดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายไทย ถ้ามีใครมากู้เงินไป ก็ต้องคืน ถ้าไม่จ่ายหนี้คืนหรือมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายทุจริต ธนาคารก็บอกว่าจะดำเนินการกับคนผิดตามกฎหมาย

ดังนั้น นี่ไม่ใช่แอปมิจฉาชีพ, หรือแอปเงินกู้เถื่อนที่คิดอัตราดอกเบี้ยผิดกฎหมาย การเลือกจะ “เบี้ยวหนี้” ย่อมต้องมีผลกระทบตามมาเช่น มีประวัติทางการเงินที่ไม่ดีนัก อาจทำให้การขอสินเชื่อในระบบธนาคารยากขึ้นในอนาคต

หมายเหตุ: ทั้งนี้ CLICX เป็นบริษัทที่เกิดจากความร่วมมือของ ธนาคารกรุงไทย (KTB), บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และ บมจ. ปตท. น้ำมันและค้าปลีก (OR)

2. กู้เงินผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ไม่มีระบบทวงหนี้ ทวงช้า…

ความจริง: หลายคนกู้เงินในแอป e-Commerce เพื่อซื้อของตั้งแต่ยอดหลักสิบหลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่น แล้วคิดว่าเบี้ยวหนี้แอปเหล่านี้ได้ เพราะอยู่บนดิจิทัล คงตามทวงหนี้ไม่ได้เลยเลือกจะเบี้ยวหนี้ แต่ที่จริงแล้ว แอปฯ เหล่านี้ส่วนใหญ่ไปขอใบอนุญาตฯ กับธปท. แล้วเช่นกัน และโปรดักต์อย่าง SPayLater ของแอป Shopee ทุกวันนี้ก็มีการรายงานข้อมูลเข้าสู่เครดิตบูโร (บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด: NCB) แล้ว ดังนั้นใครจะเบี้ยวหนี้ ก็มีประวัติการจ่ายช้า, หรือผิดนัดชำระหนี้บันทึกไว้ในระบบนั่นเอง

3. ติดเครดิตบูโรเลยกู้สินเชื่อไม่ได้

ความจริง: คำว่าติดเครดิตบูโรเลยกู้ไม่ได้ … ไม่จริงเลย เพราะบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ NCB มีหน้าที่จะเก็บข้อมูลสินเชื่อและประวัติการชำระหนี้สินเชื่อ จากสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกจะส่งข้อมูลมาให้ทุกเดือน

ถ้าขอสินเชื่อกับแบงก์แล้วไม่ผ่าน อาจเพราะสถาบันการเงินนั้นๆ เช็กจากประวัติการเงินว่ามีสินเชื่อหลายที่อาจเกินกว่ารายได้ที่มี, หรือมีประวัติเบี้ยวหนี้มาก่อน ฝั่งคนให้กู้เขาก็มีสิทธิเลือกว่าจะให้เงินใครยืมเช่นกัน ซึ่งตามกฎของแบงก์ชาติแล้ว ถ้าการขอสินเชื่อไม่ได้รับการอนุมัติ ธนาคารต้องอธิบายเหตุผลให้ชัดเจนว่าเกิดจากอะไรกันแน่

4. สินเชื่อไม่มีหลักประกัน ทรัพย์สินก็ไม่มี เจ้าหนี้ทำอะไรไม่ได้

ความจริง: สินเชื่อไม่มีหลักประกันอย่าง บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรกดเงินสด หรืออื่นๆ ถึงตอนกู้เราไม่ต้องเอาหลักทรัพย์อะไรไปค้ำประกันไว้

แต่ถ้ามีการเบี้ยวหนี้เกิดขึ้น เจ้าหนี้ก็สามารถฟ้องเราได้เสมอ ยิ่งถ้าเรายื้อไว้ไม่จ่าย ไม่ไกล่เกลี่ย ไม่ปรับโครงสร้างหนี้ หรือไม่ทำอะไรเลย จนเจ้าหนี้ชนะคดีและศาลมีคำสั่งบังคับคดีให้ยึด/อายัดทรัพย์ที่เป็นชื่อของเรา ของที่มีก็จะถูกยึด บางเคสลามไปถึงเงินเดือนของเราด้วย (กรณีที่เราเป็นพนักงานเอกชนและมีเงินเดือนเกิน 20,000 บาท) โดยจะมีเจ้าพนักงานของกรมบังคับคดีเป็นผู้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินเพื่อนำไปขายทอดตลาด แล้วนำเงินที่ได้จากการขายมาชำระหนี้ให้เจ้าหนี้จนครบตามจำนวนหนี้

5. ถ้าไม่จ่ายหนี้ต้องติดคุก

ความจริง: ภาระหนี้สินที่เกิดจากการกู้ยืมมานั้น เป็นคดีแพ่ง ไม่ใช่คดีอาญา ดังนั้นถึงเราจะเบี้ยวไม่จ่ายหนี้ก็ไม่มีโทษให้ถูกจับหรือขังคุก ยกเว้นกรณีทุจริตหรือปลอมเอกสารทางการเงิน เช่น เช็กเด้ง (รู้ว่าไม่มีเงินในบัญชีแต่สั่งจ่ายเช็ค) อันนี้มีโทษทางอาญา เป็นต้น

เบี้ยวหนี้แล้ว เจ้าหนี้จะทำยังไง

นี่อาจเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย เราเลยสอบถามไปที่ อธิป ศิลป์พจีการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด เล่าให้ Thairath Money ฟังว่า เมื่อลูกหนี้ค้างชำระหนี้ สถาบันการเงินก็อาจทวงถามหนี้ตามขั้นตอนทางกฎหมาย เช่น

  • ค้างชำระ 3-5 วัน จะเริ่มมีการทวงถามหนี้ อย่างบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่ออื่นๆ ผู้กู้จะต้องเสีย “ค่าทวงถาม + VAT 7%” เพิ่มเติมจากดอกเบี้ยผิดนัดที่เกิดขึ้น
  • ค้างชำระ 1-2 เดือน จะมีการส่งหนังสือแจ้งเตือน, SMS, อีเมล, แจ้งเตือนทางแอป หรือมีเจ้าหน้าที่ติดต่อโดยตรง
  • ค้างชำระ 3 เดือน (90 วัน) สถานะจะกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) สถาบันการเงินจะทวงถามอย่างต่อเนื่อง และอาจดำเนินการส่งฟ้องศาล

(ย้ำว่าแต่ละบริษัท และแต่ละสินเชื่อมีเงื่อนไขทางกฎหมายที่แตกต่างกัน ต้องเช็กให้ดี)

ทั้งนี้ แต่ละสถาบันการเงินทั้งธนาคาร และ Non-Bank (สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร) จะมีนโยบายและกรอบระยะเวลาในการติดตามทวงถามหนี้ต่างกัน แต่จะต้องทำภายใต้กฎหมาย พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ อย่างเคร่งครัด ถือเป็นมาตรฐาน Market Conduct ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดไว้ ขณะเดียวกันถ้าไม่ทำตามกฎหมายก็มีโทษทั้งทางอาญาและแพ่ง เช่น เคสทวงหนี้โหด ทำร้ายร่างกายมีโทษทางอาญา เป็นต้น

“ถ้าเป็นหนี้เสียแล้ว ผู้ให้บริการอาจเดินเรื่องฟ้องเพื่อเรียกร้องให้ชำระหนี้ได้ ไม่เกี่ยวกับว่าค้างจ่ายหนี้หลักร้อย หลักหมื่น หรือหลักแสน ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัท” อธิป กล่าว

ส่วนขั้นตอนหลังจากฟ้องศาล ก็จะมีทั้งคุยกับลูกหนี้เพื่อไกล่เกลี่ย, การสืบทรัพย์และพิทักษ์ทรัพย์ ไปจนถึงการยึดทรัพย์สินหรืออายัดเงินเดือน แต่ทั้งหมดนี้ต้องมีคำพิพากษาของศาลให้เรียบร้อยก่อนเสมอ ซึ่งตามกฎหมายการหักเงินเดือนจะมีเกณฑ์กำหนดว่าหักได้บางส่วน โดยผู้กู้ต้องเหลือเงินดำรงชีพต่อไปได้

สุดท้ายนี้ ตามความคิดของสุจริตชน “ไปกู้หนี้ไว้ก็ต้องจ่ายคืน” หน้าที่ของเจ้าหนี้ก็ต้องทวงหนี้เพื่อให้ธุรกิจเพื่อมีเงินกลับมาหมุนเวียนต่อไปได้ แต่ถ้าเราถูกทวงหนี้อย่างไม่เป็นธรรมเราก็สามารถฟ้องร้องกลับไปได้เช่นกัน ถ้าเราเจอปัญหาหรือสงสัยอะไรในเรื่องสินเชื่อ เรื่องหนี้สามารถปรึกษากับ ธปท. ได้ที่ Call Center 1213 หรือที่นี่

ที่มา ธปท., CLICX



อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ