
สัปดาห์ที่ผ่านมาฝั่งการเงินมีดราม่าใหญ่ หลังจาก CLICX ธนาคารไร้สาขาที่เพิ่งเปิดตัวไป เริ่มให้สมัครสินเชื่อออนไลน์ได้ แต่เปิดได้แค่ 1-2 วันก็ต้องปิดระบบชั่วคราว ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจาก “นักบิด” บางส่วนมาโพสต์ในกลุ่มทำนองว่า เครดิตไม่ดีก็กู้ผ่าน และฉันจะเบี้ยวหนี้ไปหวานๆ ก็ได้
แม้เราไม่รู้ว่าสาเหตุที่ชัดเจนว่าทำไมเหล่านักบิดหนี้คิดว่ากู้เงินแล้วไม่ต้องคืน แต่ Thairath Money อยากชวนมาดูความเชื่อผิดๆ ทางการเงินที่เกี่ยวกับหนี้ ไม่ให้เราต้องติดกับดักกัน
1. สินเชื่อผ่านแอปดิจิทัล สาขาก็ไม่มี คงทวงหนี้ไม่ได้หรอก
ความจริง: Virtual Bank หรือธนาคารไร้สาขาอย่าง CLICX ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งต้องให้บริการ และคิดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายไทย ถ้ามีใครมากู้เงินไป ก็ต้องคืน ถ้าไม่จ่ายหนี้คืนหรือมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายทุจริต ธนาคารก็บอกว่าจะดำเนินการกับคนผิดตามกฎหมาย
ดังนั้น นี่ไม่ใช่แอปมิจฉาชีพ, หรือแอปเงินกู้เถื่อนที่คิดอัตราดอกเบี้ยผิดกฎหมาย การเลือกจะ “เบี้ยวหนี้” ย่อมต้องมีผลกระทบตามมาเช่น มีประวัติทางการเงินที่ไม่ดีนัก อาจทำให้การขอสินเชื่อในระบบธนาคารยากขึ้นในอนาคต
หมายเหตุ: ทั้งนี้ CLICX เป็นบริษัทที่เกิดจากความร่วมมือของ ธนาคารกรุงไทย (KTB), บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และ บมจ. ปตท. น้ำมันและค้าปลีก (OR)
2. กู้เงินผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ไม่มีระบบทวงหนี้ ทวงช้า…
ความจริง: หลายคนกู้เงินในแอป e-Commerce เพื่อซื้อของตั้งแต่ยอดหลักสิบหลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่น แล้วคิดว่าเบี้ยวหนี้แอปเหล่านี้ได้ เพราะอยู่บนดิจิทัล คงตามทวงหนี้ไม่ได้เลยเลือกจะเบี้ยวหนี้ แต่ที่จริงแล้ว แอปฯ เหล่านี้ส่วนใหญ่ไปขอใบอนุญาตฯ กับธปท. แล้วเช่นกัน และโปรดักต์อย่าง SPayLater ของแอป Shopee ทุกวันนี้ก็มีการรายงานข้อมูลเข้าสู่เครดิตบูโร (บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด: NCB) แล้ว ดังนั้นใครจะเบี้ยวหนี้ ก็มีประวัติการจ่ายช้า, หรือผิดนัดชำระหนี้บันทึกไว้ในระบบนั่นเอง
3. ติดเครดิตบูโรเลยกู้สินเชื่อไม่ได้
ความจริง: คำว่าติดเครดิตบูโรเลยกู้ไม่ได้ … ไม่จริงเลย เพราะบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ NCB มีหน้าที่จะเก็บข้อมูลสินเชื่อและประวัติการชำระหนี้สินเชื่อ จากสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกจะส่งข้อมูลมาให้ทุกเดือน
ถ้าขอสินเชื่อกับแบงก์แล้วไม่ผ่าน อาจเพราะสถาบันการเงินนั้นๆ เช็กจากประวัติการเงินว่ามีสินเชื่อหลายที่อาจเกินกว่ารายได้ที่มี, หรือมีประวัติเบี้ยวหนี้มาก่อน ฝั่งคนให้กู้เขาก็มีสิทธิเลือกว่าจะให้เงินใครยืมเช่นกัน ซึ่งตามกฎของแบงก์ชาติแล้ว ถ้าการขอสินเชื่อไม่ได้รับการอนุมัติ ธนาคารต้องอธิบายเหตุผลให้ชัดเจนว่าเกิดจากอะไรกันแน่
4. สินเชื่อไม่มีหลักประกัน ทรัพย์สินก็ไม่มี เจ้าหนี้ทำอะไรไม่ได้
ความจริง: สินเชื่อไม่มีหลักประกันอย่าง บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรกดเงินสด หรืออื่นๆ ถึงตอนกู้เราไม่ต้องเอาหลักทรัพย์อะไรไปค้ำประกันไว้
แต่ถ้ามีการเบี้ยวหนี้เกิดขึ้น เจ้าหนี้ก็สามารถฟ้องเราได้เสมอ ยิ่งถ้าเรายื้อไว้ไม่จ่าย ไม่ไกล่เกลี่ย ไม่ปรับโครงสร้างหนี้ หรือไม่ทำอะไรเลย จนเจ้าหนี้ชนะคดีและศาลมีคำสั่งบังคับคดีให้ยึด/อายัดทรัพย์ที่เป็นชื่อของเรา ของที่มีก็จะถูกยึด บางเคสลามไปถึงเงินเดือนของเราด้วย (กรณีที่เราเป็นพนักงานเอกชนและมีเงินเดือนเกิน 20,000 บาท) โดยจะมีเจ้าพนักงานของกรมบังคับคดีเป็นผู้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินเพื่อนำไปขายทอดตลาด แล้วนำเงินที่ได้จากการขายมาชำระหนี้ให้เจ้าหนี้จนครบตามจำนวนหนี้
5. ถ้าไม่จ่ายหนี้ต้องติดคุก
ความจริง: ภาระหนี้สินที่เกิดจากการกู้ยืมมานั้น เป็นคดีแพ่ง ไม่ใช่คดีอาญา ดังนั้นถึงเราจะเบี้ยวไม่จ่ายหนี้ก็ไม่มีโทษให้ถูกจับหรือขังคุก ยกเว้นกรณีทุจริตหรือปลอมเอกสารทางการเงิน เช่น เช็กเด้ง (รู้ว่าไม่มีเงินในบัญชีแต่สั่งจ่ายเช็ค) อันนี้มีโทษทางอาญา เป็นต้น
นี่อาจเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย เราเลยสอบถามไปที่ อธิป ศิลป์พจีการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด เล่าให้ Thairath Money ฟังว่า เมื่อลูกหนี้ค้างชำระหนี้ สถาบันการเงินก็อาจทวงถามหนี้ตามขั้นตอนทางกฎหมาย เช่น
(ย้ำว่าแต่ละบริษัท และแต่ละสินเชื่อมีเงื่อนไขทางกฎหมายที่แตกต่างกัน ต้องเช็กให้ดี)
ทั้งนี้ แต่ละสถาบันการเงินทั้งธนาคาร และ Non-Bank (สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร) จะมีนโยบายและกรอบระยะเวลาในการติดตามทวงถามหนี้ต่างกัน แต่จะต้องทำภายใต้กฎหมาย พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ อย่างเคร่งครัด ถือเป็นมาตรฐาน Market Conduct ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดไว้ ขณะเดียวกันถ้าไม่ทำตามกฎหมายก็มีโทษทั้งทางอาญาและแพ่ง เช่น เคสทวงหนี้โหด ทำร้ายร่างกายมีโทษทางอาญา เป็นต้น
“ถ้าเป็นหนี้เสียแล้ว ผู้ให้บริการอาจเดินเรื่องฟ้องเพื่อเรียกร้องให้ชำระหนี้ได้ ไม่เกี่ยวกับว่าค้างจ่ายหนี้หลักร้อย หลักหมื่น หรือหลักแสน ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัท” อธิป กล่าว
ส่วนขั้นตอนหลังจากฟ้องศาล ก็จะมีทั้งคุยกับลูกหนี้เพื่อไกล่เกลี่ย, การสืบทรัพย์และพิทักษ์ทรัพย์ ไปจนถึงการยึดทรัพย์สินหรืออายัดเงินเดือน แต่ทั้งหมดนี้ต้องมีคำพิพากษาของศาลให้เรียบร้อยก่อนเสมอ ซึ่งตามกฎหมายการหักเงินเดือนจะมีเกณฑ์กำหนดว่าหักได้บางส่วน โดยผู้กู้ต้องเหลือเงินดำรงชีพต่อไปได้
สุดท้ายนี้ ตามความคิดของสุจริตชน “ไปกู้หนี้ไว้ก็ต้องจ่ายคืน” หน้าที่ของเจ้าหนี้ก็ต้องทวงหนี้เพื่อให้ธุรกิจเพื่อมีเงินกลับมาหมุนเวียนต่อไปได้ แต่ถ้าเราถูกทวงหนี้อย่างไม่เป็นธรรมเราก็สามารถฟ้องร้องกลับไปได้เช่นกัน ถ้าเราเจอปัญหาหรือสงสัยอะไรในเรื่องสินเชื่อ เรื่องหนี้สามารถปรึกษากับ ธปท. ได้ที่ Call Center 1213 หรือที่นี่
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney