
ตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลปี 2569 คาดว่าจะหดตัว 3.4-4.2% หากสงครามยืดเยื้อและค่าครองชีพสูงขึ้น
ตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลปี 2569 เสี่ยงหดตัวสูงถึง 3.4- 4.2% ถ้าสงครามยังยืดเยื้อจนทำให้ราคาน้ำมันพุ่ง และส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพคนไทย จับตาไตรมาส 2/69 จุดสำคัญว่า คนจะเปลี่ยนพฤติกรรมไปแค่ไหนถ้ารัดเข็มขัดมากขึ้น สินเชื่อฯ อาจลบหนักขึ้นอีก และสถานการณ์ของลูกหนี้ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบอาจหันไปพึ่งหนี้นอกระบบมากขึ้น ขณะที่ยอดอนุมัติบัตรใหม่ของกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ลดลงเหลือ 34-35% จากประวัติการเงินลูกค้าบางกลุ่มที่ยังแย่ลง
อธิป ศิลป์พจีการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลแบรนด์กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลในปี 2569 มีแนวโน้มติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่สอง โดยในช่วงม.ค. 2569 ที่ผ่านมา สินเชื่อส่วนบุคคลติดลบไปแล้ว 2% จากผลกระทบของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น
ทั้งนี้ ท่ามกลางสงครามที่เกิดขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และค่าครองชีพมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อกลุ่มลูกค้า Mass โดยตรง และอาจเห็นการใช้จ่ายที่ชะลอลง
ในกรณีที่สถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ คาดว่าตลาดสินเชื่อฯ จะหดตัวใกล้เคียงปีก่อนที่ 3.4% แต่หากลากยาว จนเกิดภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้น อาจเห็นตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลติดลบหนักถึง 4.2% ซึ่งเป็นการติดลบหนักที่สุดในอุตสาหกรรม (เกิดขึ้นเมื่อปี 2567) รวมถึงหากเกิดกรณีที่ GDP ไทยติดลบ กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลง อาจทำให้สินเชื่อส่วนบุคคลติดลบมากกว่าที่คาดการณ์หลังจากนี้ยังต้องติดตามว่าภาครัฐจะมีมาตรการสนับสนุนการใช้จ่ายของประชาชนออกมาเพิ่มเติมไหม หลังจากต้นปีที่ผ่านมา ไม่มีมาตรการรัฐอย่าง "ช้อปดีมีคืน" ยังส่งผลให้กลุ่มที่มีกำลังซื้อเริ่มชะลอการตัดสินใจใช้จ่ายออกไป ซึ่งไตรมาส 2 ปีนี้คาดว่าจะเห็นผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
นับจากปี 2568 ที่ผ่านมา หนี้เสีย (NPL) สินเชื่อส่วนบุคคลปรับลดลง แต่เป็นสัญญาณที่ไม่ดี เพราะมาจากสินเชื่อคงค้างที่ลดลงสะท้อนว่าการปล่อยกู้น้อยลง คนใช้สินเชื่อน้อยลง เลยเป็นความกังวลว่าคนอาจไปใช้สินเชื่อนอกระบบมากขึ้น
“ทุกคนมองว่าเศรษฐกิจไม่ดีคนจะกู้มากขึ้น แต่ในความเป็นจริง เศรษฐกิจไม่ดีคนกู้น้อยลง เพราะคนที่เข้ามาอยู่ในระบบแล้ว มีทางเลือกและมีความรู้ทางการเงิน เมื่อเขามองว่าอนาคตรายได้ไม่แน่นอน จะเริ่มควบคุมค่าใช้จ่าย จนเห็นความถี่ในการใช้สินเชื่อลดลง ช่วง 2 ปีมานี้ยังเห็นเทรนด์ลูกค้าเฟิร์สช้อยส์พยายามจ่ายคืน (หนี้) มากขึ้น” อธิป กล่าว
ในส่วนของบริษัทฯ ยังเน้นการให้สินเชื่ออย่างระมัดระวัง ปัจจุบันอัตราการอนุมัติบัตร (Approval Rate) ลดลงมาอยู่ที่ 34-35% จากเดิม 38% เนื่องจากประวัติทางการเงินของผู้ยื่นคำขอแย่ลง ประกอบกับเกณฑ์ที่รัดกุมของทางการ ทั้งเรื่อง DSR และการจำกัดจำนวนผู้ให้บริการสินเชื่อต่อผู้กู้หนึ่งราย ขณะเดียวกันพบว่า อัตราการปิดบัตรยังไม่เพิ่มขึ้นนัก อาจเพราะลูกค้ามองว่าการขอสินเชื่อใหม่ยากขึ้น
ในส่วนของบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายว่าปี 2569 จะมีจำนวนบัญชีลูกค้าใหม่ของทุกผลิตภัณฑ์ของกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ 200,000 บัญชี เติบโต 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (YoY) และมียอดสินเชื่อใหม่เติบโต 5%YoY แม้ว่าปี 2568 อาจติดลบราว 1% แต่มองว่ากลยุทธ์การขยายฐานลูกค้า คนรุ่นใหม่และ First Jobber รวมถึงการขยายฟีเจอร์ให้ลูกค้าใช้บริการแบบดิจิทัลมากขึ้น เช่น บัตรกดเงินสดที่สามารถโอนและใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ได้สะดวก จะช่วยให้ลูกค้าใช้งานได้สะดวกขึ้น
สำหรับกลุ่มลูกค้าที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน ทางบริษัทฯ ยังพร้อมให้ความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยในเรื่อง Your Data หรือการใช้ข้อมูลทางเลือกในการพิจารณาสินเชื่อเพื่อให้คนเข้าถึงระบบได้มากขึ้น แต่มองว่าทางการอาจต้องปรับแก้กฎเกณฑ์การตีความคำว่า "รายได้" ให้กว้างขึ้นกว่าเอกสารทางการเงินแบบเดิม เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney