
ถอดรหัสความมั่งคั่งกับ "ออฟโรด" และ "อาจารย์เอ็ม" ในงาน Thairath Money Campus Tour 2026 เจาะลึกเคล็ดลับปั้นพอร์ตสู้เงินเฟ้อ พร้อมชี้เป้าขุมทรัพย์ พร้อมดึงสติการลงทุนต้อง “เน้นช้าแต่ชัวร์” อย่าหวังรวยเร็วข้ามคืน
ท่ามกลางยุคที่เงินเฟ้อพร้อมจะกัดกินเงินเก็บของเราทุกวินาที การปล่อยเงินไว้เฉยๆ จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยอีกต่อไป ในงาน "Thairath Money Campus Tour 2026" หนึ่งในไฮไลต์คือการร่วมพูดคุยเจาะลึกเคล็ดลับการเงินการลงทุนจาก
ที่มาเล่าแนวคิดและมุมมอง ปูพื้นฐานตั้งแต่การทำบัญชีรายรับรายจ่าย ไปจนถึงการสแกนชัดๆ ว่าในยุคนี้ เงินของเราควรไปอยู่ที่ไหนถึงจะงอกเงยได้อย่างยั่งยืน ซึ่งทั้งสองได้มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในสไตล์ที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง
ก่อนจะพูดถึงเรื่องพอร์ตการลงทุน จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือการวางรากฐานแนวคิดและวินัยทางการเงินที่ถูกต้อง เพราะความมั่งคั่งไม่ได้เกิดขึ้นจากการพึ่งพาดวง แต่เกิดจากการจัดการที่เป็นระบบและมองเห็นภาพรวมของตัวเอง
ออฟโรด กันตภณ ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญเรื่องการบริหารเงินและการลงทุนระยะยาว มองว่าแก่นแท้ของการสร้างความมั่งคั่งเริ่มต้นด้วยเรื่องที่เป็นพื้นฐานที่สุด คือ "การทำบัญชีรายรับรายจ่ายทุกวันด้วยตัวเอง" เพื่อให้รู้ลิมิตการใช้จ่ายและนำเงินที่เหลือไปลงทุน
ปัจจุบันเขาสามารถหักเงินออมเพื่อไปลงทุนได้สูงถึง 60% ของรายได้ (จากอดีตที่เคยทำได้ถึง 80% ก่อนเปิดบริษัทเพื่อจัดการเงินให้เป็นระบบ) โดยเงินส่วนนี้นอกจากนำไปลงทุนซื้อกองทุนแล้ว เขายังแบ่งปันช่วยเหลือผู้อื่นในยามวิกฤติ เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ อีกด้วย
ด้าน อาจารย์เอ็ม ชี้ให้เห็นว่า เรื่องการเงินการลงทุนก็คือ "คณิตศาสตร์" และไม่ได้ยากเกินไปสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนมา เพียงแต่ต้องอาศัยการศึกษาเพิ่มเติมเท่านั้น โดยเปรียบเทียบว่า การตั้งเป้าหมายผลตอบแทน ก็เหมือนการตั้งสมการเพื่อหาว่าเราต้องจัดพอร์ตอย่างไรให้บรรลุเป้าหมายนั้น
นอกจากนี้ ยังเตือนเรื่องเงินเฟ้อว่า หากไม่มีการลงทุนเพื่อให้เงินของเรางอกเงย เงินเฟ้อจะกัดกินอำนาจการใช้จ่ายของเราลงไป เช่น ในอีก 40 ปีข้างหน้า มูลค่าของเงิน 50 ล้านบาท จะหดลงเหลือเทียบเท่า 10 ล้านบาท ในปัจจุบันเท่านั้น ดังนั้น การเริ่มลงทุนและให้เวลาทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ
คำถามคลาสสิกที่ตามมาคือ "ควรนำเงินไปวางไว้ที่ไหนให้งอกเงยและชนะเงินเฟ้อ" ท่ามกลางทางเลือกที่หลากหลาย สินทรัพย์แต่ละประเภทล้วนมีเสน่ห์และความเสี่ยงที่ต่างกันในมุมมองของแต่ละคน ดังนี้
- ทองคำ -
อาจารย์เอ็ม เห็นด้วยกับการลงทุนทองคำในระยะยาว โดยแนะนำให้ถือครองในช่วง 5-10 ปี พร้อมยกทฤษฎี "Dollar Recycling" มาอธิบายว่า ปัจจุบันสหรัฐฯ ซื้อสินค้าจากทั่วโลกด้วยดอลลาร์ และประเทศต่างๆ ก็นำดอลลาร์กลับไปซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ มีหนี้สะสมกว่า 30 ล้านล้านดอลลาร์
ดังนั้น เมื่อคนเริ่มตระหนักว่าถือครองเพียง "กระดาษ" และเสื่อมศรัทธาในดอลลาร์ กระแสเงินจะไหลกลับเข้าหาสินทรัพย์ที่จับต้องได้อย่างทองคำและบิตคอยน์แน่นอน
ขณะที ออฟโรด มองว่าทองคำให้ผลตอบแทนแบบส่วนต่างราคา (Capital Gain) ซึ่งดีกว่าการทิ้งเงินไว้เฉยๆ แต่ส่วนตัวเขายังคงหลงใหลในพลังของอัตราดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) ที่ช่วยสร้างมูลค่าในอนาคตให้เติบโตอย่างทวีคูณมากกว่า
- บิตคอยน์ (Bitcoin) -
ออฟโรด เลือกลงทุนในบิตคอยน์เช่นกัน เพราะเชื่อว่า "ทุกวิกฤติมีโอกาสสร้างเศรษฐีใหม่เสมอ" เขามองว่ามูลค่าตลาด (Market Value) ในปัจจุบันเกิดจากความเชื่อ แต่ในท้ายที่สุด ผลประกอบการและการใช้งานจริงจะสะท้อนออกมาเป็นมูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) ซึ่งตัวเลขไม่เคยหลอกใคร
ส่วน อาจารย์เอ็ม เสริมว่า สินทรัพย์ดิจิทัลถูกสร้างมาเพื่อแก้ Pain Point ของระบบการเงินแบบรวมศูนย์ (Centralized) ที่ถูกรัฐบาลครอบงำ และป้องกันการพิมพ์เงิน (QE) โดยไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกันที่แท้จริง
- อสังหาริมทรัพย์ -
ออฟโรด ประกาศชัดเจนว่าไม่ชอบการซื้อบ้านหรือคอนโดฯ เพราะมองว่าสิ่งเหล่านี้คือ "หนี้สิน (Debt)" ไม่ใช่สินทรัพย์ การกู้ซื้อบ้านมักติดกับดักดอกเบี้ยทบต้น เช่น บ้านราคา 2 ล้านยาท อาจต้องจ่ายจริง 4 ล้านบาท
และตราบใดที่ยังผ่อนไม่หมด โฉนดก็ยังเป็นของธนาคาร เขาจึงเลือกลงทุนใน กองทุนทรัสต์ (REIT) โดยเน้นไปที่คลังสินค้า (Warehouse) และโรงงาน เพราะธุรกิจผลิตสินค้าจะทำให้มีลูกค้าเช่าระยะยาว สร้างปันผลสม่ำเสมอ
อาจารย์เอ็ม ชี้ให้เห็นว่าการนำเงิน 20 ล้านไปจมกับบ้านหลังใหญ่ สู้เอาไปลงทุนรับผลตอบแทน 5% (ได้เดือนละ 1 แสนบาท) แล้วเช่าบ้านอยู่ยังคุ้มกว่า
แต่หากจะซื้อบ้าน ต้องทำแบบ "ไฮบริด" คือให้บ้านสร้างเงินได้ด้วย เช่น แบ่งทำออฟฟิศ ร้านกาแฟ หรือแบ่งปล่อยเช่า พร้อมเห็นด้วยกับออฟโรดเรื่อง REIT เพราะมีมืออาชีพดูแล และสภาพคล่องสูงกว่าการถือครองที่ดินเอง
- หุ้นและกองทุน -
ออฟโรด เล่าว่า ในการลงทุนเขาทุ่มสุดตัวในหุ้น 100% โดยแนะนำให้ถอดสมองเรื่องการเงินออกไป แล้วใช้วิสัยทัศน์มองว่าโลกในอีก 10-20 ปีข้างหน้าจะถูกขับเคลื่อนด้วยอะไร เช่น AI หรือเทคโนโลยี แล้วนำเงินไปลงทุนในสิ่งนั้น
นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำกลยุทธ์ DCA (Dollar Cost Averaging) หรือการลงทุนด้วยยอดเงินเท่าๆ กันทุกเดือน เพื่อสร้างต้นทุนราคาที่แข็งแกร่ง ไม่หวั่นไหวต่อความผันผวนของกราฟรายวันด้วย
ด้านอาจารย์เอ็ม ย้ำว่า หุ้นควรเป็นสิ่งแรกๆ ที่คนควรสนใจ เพราะการซื้อหุ้นคือการซื้อบริษัท หรือ "ขอเป็นเจ้าของบริษัทร่วม" ดังนั้น เวลาเลือกซื้อหุ้น ให้มองว่าเราอยากเป็นเจ้าของบริษัทอะไร แล้วเอาเงินไปลงทุนและเติบโตไปกับบริษัทนั้น
แต่หากไม่มีเวลา แนะนำให้ซื้อกองทุนดัชนีไปก่อน และเมื่อเริ่มศึกษาจนอินกับวิสัยทัศน์ของบริษัทไหน ค่อยแบ่งเงินไปลงทุนแบบรายตัว (Active) โดยต้องให้เวลาธุรกิจเติบโต 5-10 ปี อย่าหวังรวยข้ามคืน
สุดท้ายนี้ ออฟโรด ย้ำว่า ทุกคนจำเป็นต้องเตรียม "เงินสำรองฉุกเฉิน" ไว้ในบัญชีเงินฝากที่ปลอดภัยที่สุด ซึ่งโดยส่วนตัวเขาสำรองไว้ถึง 2 ปี เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต
ด้าน อาจารย์เอ็ม เตือนสติว่าการลงทุนคือ "การวิ่งมาราธอน 30 ปี” ต้องใช้ระยะเวลาค่อยๆ สะสมความมั่งคั่ง แม้จะช้าแต่ชัวร์ ซึ่งสิ่งสำคัญคือต้องกระจายความเสี่ยง และอย่าหลงเชื่อคนที่มาหลอกล่อด้วยผลตอบแทนที่สูงจนเป็นไปไม่ได้ในโลกแห่งความเป็นจริง
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney