
จับสัญญาณ มาตรการ WFH ของภาครัฐ ประเทศกำลังเตรียมรับแรงกดดันด้านพลังงาน? ขณะที่เอกชนใหญ่ ประกาศพร้อมปรับการทำงานตามนโยบาย Thairath Money ชวนรีเช็ก “การเงินของคนทำงาน” จะรับมืออย่างไร
ความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงกดดันต่อ ตลาดพลังงานโลก และทำให้หลายประเทศเริ่มจับตาความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันและต้นทุนเศรษฐกิจ
โดยล่าสุด ประเทศไทยเองเริ่มส่งสัญญาณรับมือแล้ว เมื่อวานนี้ (10 มีนาคม 2569) คณะรัฐมนตรีมีมติให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเริ่มมาตรการ Work From Home (WFH) สำหรับงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน
พร้อมสั่งงดหรือชะลอการเดินทางดูงานต่างประเทศ รวมถึงให้ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในอาคารราชการไว้ที่ 26–27 องศาเซลเซียส
ซึ่งมาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายหลักเพื่อลดการใช้พลังงานของประเทศ และแม้จะดูเป็นเพียงมาตรการด้านการบริหารองค์กร แต่ในมุมเศรษฐกิจ นี่คือสัญญาณว่า รัฐบาลกำลังเตรียมรับความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงาน และในอดีต ทุกครั้งที่โลกเผชิญวิกฤติพลังงาน สิ่งที่ตามมามักเป็น ค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ด้าน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุว่าได้ปรับการทำงานตามมาตรการ Work From Home ตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค. 2569 โดยการกำกับดูแลและการให้บริการประชาชนยังดำเนินการได้ตามปกติ ขณะที่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยังคงใช้รูปแบบการทำงานแบบ Hybrid Work ทำให้ระบบซื้อขายและการดำเนินงานของตลาดทุนไม่ได้รับผลกระทบ
Thairath Money ตรวจสอบเพิ่มเติม ถึงความพร้อมนโยบายการทำงานของหลายองค์กรเพื่อรับมือวิกฤติพลังงานรอบใหม่ โดยพบว่า ขณะนี้ ภาคธุรกิจไทยจำนวนมาก แทบไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ กับการทำงานจากบ้าน เพราะหลังวิกฤติ COVID-19 รูปแบบการทำงานได้เปลี่ยนไปอย่างถาวรแล้ว โดย Hybrid Work (การทำงานแบบสลับวันเข้าออฟฟิศ)ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ ทำให้ หลายองค์กรขนาดใหญ่ได้วางระบบ Hybrid Work ไว้แล้ว
เช่น
ด้าน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า พร้อมจะให้ความร่วมมือเหมือนหน่วยงานอื่นๆ คือ มีทั้งมาตรการ Work from Home, มาตรการประหยัดพลังงานในที่ทำงาน และมาตรการกรณีการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งจะปรับใช้ให้ไม่กระทบกับการทำงานในภาพรวม
ขณะที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีกรายใหญ่หลายแห่ง เช่น แสนสิริ ,เอสซี แอสเสท , เดอะมอลล์ , วันแบงค็อก ต่างมีระบบการทำงานแบบไฮบริดให้กับพนักงานรองรับอยู่ก่อนแล้ว อย่างไรก็ตาม หลายแห่งอยู่ระหว่างประชุมและประเมินสถานการณ์รายวัน เพื่อประกาศใช้นโยบายการทำงานให้เข้ากับสถานการณ์มากที่สุด
จึงอาจกล่าวได้ว่า WFH รอบนี้ไม่ใช่การปรับตัวฉุกเฉินเหมือนช่วงโควิด แต่เป็นการปรับระดับการใช้พลังงานของระบบเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดี แต่สำหรับคนทำงาน WFH อาจเปลี่ยน “โครงสร้างค่าใช้จ่าย” เพราะแม้การทำงานจากบ้านจะดูเหมือนช่วยประหยัดเงิน แต่ประสบการณ์ในช่วงโควิดพบว่า ค่าใช้จ่ายของหลายครัวเรือนกลับเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ข้อมูลจากSCB Asset Management ระบุว่า ค่าใช้จ่ายช่วง WFH มักแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มสำคัญ
1. ค่าใช้จ่ายที่ลดลง เงินที่ควรเปลี่ยนเป็นเงินออม
การทำงานจากบ้านช่วยลดค่าใช้จ่ายหลายอย่าง เช่น
เงินส่วนนี้อาจดูเล็กน้อยในแต่ละวัน แต่เมื่อรวมกันตลอดเดือน อาจกลายเป็นเงินก้อนที่ควรเก็บเป็น เงินสำรองฉุกเฉิน
2. ค่าใช้จ่ายจำเป็น งบเพื่อทำงานให้มีประสิทธิภาพ
แม้อยู่บ้าน ค่าใช้จ่ายพื้นฐานยังคงอยู่ เช่น
หลายคนพบว่าการทำอาหารเองสามารถลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการสั่งอาหารออนไลน์เป็นประจำ ขณะที่การลงทุนกับโต๊ะทำงาน เก้าอี้ หรือจอคอมพิวเตอร์ อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว
3. ค่าใช้จ่ายที่ต้องระวัง
ตัวการเงินรั่วในยุค WFH สิ่งที่ทำให้เงินไหลออกโดยไม่รู้ตัวมักเป็นค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ เช่น
โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนของไทย ค่าไฟฟ้าอาจเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หากไม่มีการวางแผนรายจ่ายล่วงหน้า
ท้ายที่สุดแล้ว ในประเด็นนี้ คนทำงานต้องเตรียมตัวมากกว่าเรื่องสถานที่ทำงาน เพราะแม้ มาตรการ Work From Home ในครั้งนี้อาจเป็นเพียงการลดการใช้พลังงานในระยะสั้น แต่บทเรียนจากวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า เมื่อโลกเผชิญความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นสงคราม โรคระบาด หรือวิกฤติพลังงาน สิ่งที่ได้รับผลกระทบเร็วที่สุดมักเป็น ค่าครองชีพของประชาชน
ดังนั้น สำหรับคนทำงาน การเตรียมตัวที่สำคัญคือ
เพราะในโลกที่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การวางแผนการเงิน อาจสำคัญกว่าการรู้ว่าเราจะทำงานจากที่ไหน
ที่มา : ThaiGOV, KTB, MTL, BAY, PTT, SCBAM
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney