
เงินเยนญี่ปุ่นหลุดพ้นจากสถานะ Safe Haven หลังโควิด-19 แต่ยังคงมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจสูงแม้ค่าเงินจะอ่อนค่าที่สุดในรอบ 40 ปี
รู้กันไหมว่า “เงินเยน” และ “เงินบาท” เคยถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยหรือ Safe Haven ที่มักจะมีความนิ่งและมีเสถียรภาพ แต่หลังจากวิกฤตโควิด-19 นักลงทุนไม่ได้มองเหมือนเดิมอีกต่อไป ยิ่งช่วงนี้ทั้งเยนและบาทยังอ่อนค่า สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปนี้จะส่งผลกระทบต่อเรายังไงบ้าง?
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เล่าให้ Thairath Money ฟังว่า เงินเยนญี่ปุ่นหลุดพ้นจากสถานะ Safe Haven มาตั้งแต่หลังโควิด-19 ที่ญี่ปุ่นยังใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ล่าสุดค่าเงินเยนอ่อนค่าแรงในรอบ 40 ปี แม้อาจเห็นผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) หรือกระทบต่อผู้นำเข้าบางส่วน แต่ยังไม่ส่งผลต่อเสถียรภาพตลาดเงินตลาดทุนของญี่ปุ่นมากนัก
“เงินเยนอ่อนแต่ภูมิคุ้มกันเขาดี เกินดุลบัญชีเดินสะพัด ส่งออกได้ มีการลงทุน เศรษฐกิจไม่ได้หดตัว แม้ว่าดอกเบี้ยจะต่ำตอนนี้เท่าเรา (ประเทศไทย) แล้ว เขาก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ เงินสำรองเขาก็เยอะ และเงินเยนก็ยังเป็นสกุลเงินสำรองของโลก การที่เงินเยนอ่อนค่าที่สุดในรอบ 40 ปี ไม่ได้ไปทำลายเสถียรภาพตลาดเงินตลาดทุนของเขา” ดร.อมรเทพ กล่าว
ส่วนค่าเงินเยนที่อ่อนค่า มองว่ายังส่งผลดีต่อคนไทยที่ไปเที่ยวญี่ปุ่น ขณะเดียวกันธุรกิจที่พึ่งพานักท่องเที่ยวญี่ปุ่นหรืออสังหาฯ ที่เน้นคนญี่ปุ่นเช่าอาจมีความสามารถในการจับจ่ายน้อยลง เพราะได้รับเงินเยนมาแลกเป็นบาทได้น้อยลง แต่สิ่งสำคัญที่ต้องติดตามคือ การลงทุนภาคเอกชนที่เดิมญี่ปุ่นมีการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในไทยเป็นอันดับ 1 จนช่วงหลังจีนแซงหน้าไป นี่อาจสะท้อนว่าญี่ปุ่นมีการลงทุนในต่างประเทศน้อยกว่าในอดีต
ที่ผ่านมา เงินบาทเคยเป็นฝาแฝดกับหลายประเทศ เช่น เคยเป็น Safe Haven เหมือนเงินเยนอยู่ช่วงหนึ่ง หรือเคยจะเป็น Regional Safe Haven เคียงคู่กับดอลลาร์สิงคโปร์ที่ค่าเงินดูมีเสถียรภาพสูงที่สุดในภูมิภาค ซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบันดร.อมรเทพมองว่า ค่าเงินบาทมีทั้งส่วนที่เหมือนและต่างจากสกุลเงินอื่นๆ โดยปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่ายังสอดคล้องกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
ในปี 2569 นี้ คาดว่าค่าเงินบาทช่วงสิ้นปีจะอยู่ที่ 32.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยช่วงที่เหลือของปีจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.00 - 33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สาเหตุที่มองว่าค่าเงินบาทจะไม่ได้อ่อนค่าทะลุ 33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพราะช่วงครึ่งปีหลังเชื่อว่า ราคาน้ำมันโลกที่ย่อตัวลง จะช่วยสนับสนุนเรื่องการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดได้บางส่วน และมีรายได้จากการท่องเที่ยวเข้ามาช่วยประคอง คาดว่าปี 2569 ดุลบัญชีเดินสะพัดจะทรงตัว แม้ช่วงไตรมาส 2/69 อาจเห็นการขาดุลชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่พูดกันมานาน อย่างสังคมสูงวัย, การขาดแคลนแรงงาน, และเศรษฐกิจโตต่ำลงกว่าในอดีต
“ส่วนตัวผมอยากเห็นบาทที่อ่อนมากกว่านี้ เพราะเศรษฐกิจไทยทุกวันนี้ไม่ได้โต รายได้ท่องเที่ยวหรือรายได้อื่นๆ ก็ไม่ได้ขยับ ฉะนั้นอาจจะถึงเวลาที่เราต้องพยายามปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งถ้าเงินบาทจะอ่อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน หรือสร้างรายได้ให้ประเทศ ผมว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องเสียหาย แต่ก็ต้องทำอย่างระมัดระวัง” ดร.อมรเทพกล่าว
แม้จะไม่ใช่กรณีฐาน (Base Case) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจฉุดให้เงินบาทอ่อนค่ารุนแรง หรือทำให้ค่าเงินบาทแกว่งได้ ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักคือ ปัจจัยจากต่างประเทศ เช่น กระแสเงินทุนไหลออก (Capital Outflow) ที่ช่วงนี้ตลาดเริ่มกังวลว่าหากสหรัฐฯ ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย อาจทำให้เงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ไหลกลับไปที่ดอลลาร์สหรัฐ
ดังนั้นในช่วงครึ่งปีหลัง ถ้าเงินบาทจะอ่อนค่ารุนแรง อาจมาจาก 3 ปัจจัย คือ
1. การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ
2. ความกังวลต่อสงครามตะวันออกกลาง ว่าจะไปในทิศทางไหน
3. ตลาดหุ้นกลุ่ม AI ถ้าเกิด Crash ขึ้นมาอาจเห็นการวิ่งไปสู่สินทรัพย์ที่เป็น Safe Haven อย่างดอลลาร์สหรัฐ
สุดท้ายนี้คงต้องติดตามปัจจัยต่างๆ ทั่วโลกว่าจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทอย่างไร แต่ที่ไทยควรเร่งทำคือ การเพิ่มประสิทธิภาพให้ประเทศในระยะยาวเพื่อให้เกิดการดึงดูดการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตมากกว่าปัจจุบัน
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney