มีวิกฤติเป็นต้นทุน ชีวิตถูกบีบให้ต้อง “รู้เรื่องเงิน” 5 เรื่องต้องรู้จาก พอล ภัทรพล - โค้ชหนุ่ม

Personal Finance

Financial Planning

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

มีวิกฤติเป็นต้นทุน ชีวิตถูกบีบให้ต้อง “รู้เรื่องเงิน” 5 เรื่องต้องรู้จาก พอล ภัทรพล - โค้ชหนุ่ม

Date Time: 9 มี.ค. 2569 16:05 น.

Video

 จ่ายแพง เรียนหนัก แต่ทักษะไม่ตรงตลาด ถกการศึกษาไทยในยุค AI ? | Digital Frontiers EP.54 Special Talk

Summary

เปิดมุมมองของสองกูรู "พอล ภัทรพล - โค้ชหนุ่ม" บนเวที Thairath Money Campus Tour 2026 กับแนวคิดการเงินที่ทำให้ทั้งสองมาถึงจุดนี้ พร้อมฝากถึงน้อง ๆ กับ 5 เรื่องต้องรู้ทางการเงินที่หากเตรียมตัวก่อนจะไม่เจ็บหนัก

Latest


บนเวที Thairath Money Campus Tour 2026 Season 3 ในครั้งนี้ ได้ชวนสองกูรูการเงินอย่าง พอล ภัทรพล และโค้ชหนุ่ม The Money Coach มาร่วมสนทนากับน้อง ๆ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ถึงเส้นทางของทั้งสองท่านที่กว่าจะมาเป็น “กูรู” นั้นไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ทุกคนคิด ทั้งสองมีจุดพลิกผันที่นำมาสู่เส้นทางการเงิน พร้อมแบ่งปันแนวคิดสำหรับเด็กจบใหม่ที่อยากเดินตามรอยความสำเร็จแบบไม่ต้องเจ็บหนัก


ภูมิหลังและจุดพลิกผันสู่เส้นทางการเงิน

โค้ชหนุ่มเริ่มต้นชีวิตการทำงานในฐานะวิศวกร โดยในปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งพอดี ส่งผลให้ครอบครัวประสบภาวะล้มละลายและคุณพ่อล้มป่วย ในฐานะลูกคนโตเขาจึงพยายามเข้าไปแก้ปัญหาแต่กลับผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้น เนื่องจากขาดความรู้เรื่องความต่างระหว่างการเงินธุรกิจและการเงินส่วนบุคคล เขาเลือกใช้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีดอกเบี้ยสูง เพื่อนำเงินไปหมุนเวียนให้ครอบครัวจนตัวเองติดหนี้สะสมกว่า 1 ล้านบาท และถูกทวงหนี้เสียเอง 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อต้องขายบ้านเพื่อใช้หนี้ โดยสามารถขายได้ในราคา 2.2 ล้านบาท ซึ่งนอกจากจะเคลียร์หนี้บ้านหลักล้านได้แล้ว ยังมีเงินส่วนต่างกลับมาอีก 1 ล้านบาทเพื่อใช้เป็นเงินสำรองในการจัดการหนี้ก้อนใหญ่ของครอบครัวที่มีอยู่กว่า 18 ล้านบาท ประสบการณ์นี้ทำให้พบว่ามีอะไรอีกหลายอย่างที่เราไม่รู้ และนำไปสู่การเริ่มหาความรู้ทางการเงินจากแหล่งต่าง ๆ โดยหนึ่งในนั้นคือหนังสือเล่มหนึ่ง คือ พ่อรวยสอนลูก 

ด้านพอล แม้จะมีภาพลักษณ์เป็นนักแสดงและดีเจที่ประสบความสำเร็จ แต่เขามีปมเรื่องการเงินมาตั้งแต่เด็กเนื่องจากบ้านมีปัญหาหนี้สินจนที่ดินต้องถูกยึด ทำให้เขาตระหนักถึงความสำคัญของเงินตั้งแต่อายุ 10-15 ปี และเริ่มทำงานหาเงินเพื่อช่วยครอบครัวพร้อมกับตั้งเป้าหมายเกษียณเร็วตอนอายุ 45 ปี โดยคำนวณไว้ตั้งแต่อายุ 20 ว่าต้องมีเงินถึง 300 ล้านบาทจึงจะเกษียณได้ 

จากเป้าหมายเกษียณเร็วที่ตั้งไว้นี้ พอลจึงไม่ได้พึ่งพารายได้จากการเป็นนักแสดงเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มเปิดพอร์ตหุ้นตั้งแต่อายุ 20 ปี ทว่าด้วยความขาดความรู้และเชื่อตามคำแนะนำของโบรกเกอร์เพียงอย่างเดียว ทำให้พอร์ตการลงทุนของเขาอยู่ในสภาวะตัวเลขสีแดงมายาวนาน ก่อนจะเรียนรู้และปรับกลยุทธ์การลงทุนจนประสบความสำเร็จในปัจจุบัน


เช็คลิสต์ 5 ข้อ แนวคิดการเงินสำหรับคนรุ่นใหม่

สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังจะเรียนจบ หรือเพิ่งเรียนจบมาหมาด ๆ ทั้งสองกูรูชี้ว่า ระยะเวลา 10 ปีแรกคือช่วงที่สำคัญที่สุดของชีวิต และการวางแผนไม่ใช่แค่เรื่องการเงิน แต่คือการวางแผนของทั้งชีวิตต่อจากนี้ โดย Thairath Money ได้จัดเช็คลิสต์ 5 ข้อนี้จากทั้งสองกูรูมาให้คนรุ่นใหม่ที่ยังมี “แรง” มี “เวลา” และมี “เป้าหมาย” อยากจะมีอิสรภาพทางการเงินตามแผนที่ต้องการ

  • กลยุทธ์ “ตัวเบา” สร้างภาระให้น้อยที่สุด

โค้ชหนุ่มเตือนไว้อย่างจริงจังว่า “อย่าเชื่อว่ายิ่งแก่แล้วจะยิ่งสบาย” เพราะในความเป็นจริง ยิ่งอายุมาก ภาระความรับผิดชอบจะยิ่งสูงขึ้นตามตัว กับดักที่น่ากลัวที่สุดในช่วง 10 ปีแรกคือ การรีบสร้างหนี้ โดยเฉพาะหนี้บริโภค อย่างเช่น บัตรเครดิต หรือบัตรกดเงินสดที่มีดอกเบี้ยมหาศาล หากเริ่มต้นด้วยการมีหนี้รุงรัง ชีวิตจะเดินต่อไปได้ยากมาก ดังนั้นในช่วงแรก “หนี้อะไรไม่จำเป็น...อย่าเพิ่งรีบมี”


  • เร่งสร้าง “ทักษะ” ให้สูงกว่า “รายได้”

พอลอธิบายว่า ในช่วงที่เงินทุนยังน้อย ผลตอบแทนจากการลงทุน 10% อาจจะดูไม่เยอะ (เงินแสนได้หมื่นเดียว) แต่สิ่งที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในวัยนี้คือ “ทักษะความสามารถ” ส่วนโค้ชหนุ่มย้ำว่าถ้าอายุถึง 30 แล้วยังไม่รู้ว่าตัวเองเก่งอะไร นั่นคือปัญหาใหญ่ ดังนั้นจงใช้ช่วงเวลานี้ทดลองทำทุกอย่าง หมกมุ่นให้มากพอ เพื่อสร้างโอกาสให้ตัวเองมีรายได้ที่สูงขึ้น เพราะทักษะในตัวเราคือสินทรัพย์ที่ไม่มีใครแย่งไปได้


  • “วินัยการออม” เปลี่ยนชีวิต

การหาเงินเก่งไม่ได้แปลว่ารวย “ถ้าถังน้ำของเรามีรูรั่ว” โค้ชหนุ่มสังเกตจากคนที่มาปรึกษาแล้วพบว่า คนที่มีฐานะการเงินดีอย่างเห็นหน้าเห็นหลัง ส่วนใหญ่จะมีวินัยการออมอยู่ที่ 20% ของรายได้ แม้ในมาตรฐานทั่วไปจะบอกว่า 10% ก็พอ แต่ถ้าอยากสตาร์ทสวย การออมในระดับ 20% จะช่วยสร้างกันชนและทุนสำรองสำหรับการต่อยอดที่มั่นคงกว่าในอนาคต


  • ใช้ “เวลา” เป็นอาวุธ

พอลได้คำนวณตัวเลขที่น่าตกใจให้เห็นว่า เพียงแค่ออมเงินเดือนละ 1,000 บาท ต่อเนื่อง 40 ปี ด้วยผลตอบแทน 8% ต่อปี คุณจะมีเงินถึง 3 ล้านบาทตอนเกษียณ พร้อมระบุว่า สิ่งที่คนรุ่นใหม่ออกสตาร์ทได้เปรียบพวกพี่เขาคือ “เวลา” เพราะเวลาเป็นตัวแปรสำคัญของ “ดอกเบี้ยทบต้น” (Compound Interest) ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ เงินทุนที่ใช้ก็น้อยลงเท่านั้น และที่สำคัญที่สุด “เริ่มเจ็บตอนเงินน้อย ดีกว่าไปสาหัสตอนเงินเยอะ”


  • ลงทุนในสิ่งที่ “เห็นภาพ” และมี “คูเมือง”

ก่อนจะก้าวเข้าสู่สนามลงทุน อย่าลงทุนเพียงเพราะ “เขาบอกว่าดี” แต่จงลงทุนในสิ่งที่เรามีความรู้จริง ๆ โดยพอลแชร์หลักการเลือกหุ้นง่าย ๆ คือต้องหลับตาแล้วเห็นภาพว่าบริษัทนี้อีก 5-10 ปีข้างหน้าจะยังอยู่ไหม และมี “คูเมือง” (Moat) หรือความสามารถในการแข่งขันที่คนอื่นเลียนแบบได้ยากหรือไม่ ส่วนโค้ชหนุ่มเสริมว่า การซื้อหุ้นเหมือนการออกเดทที่เลิกกันได้ง่าย แต่การทำธุรกิจเหมือนการแต่งงานที่เลิกยาก ดังนั้นเลือกสนามที่เหมาะกับจริตและความรู้ของเราให้ดีที่สุด


ก่อนจบทั้งสองกูรูทิ้งท้ายไว้ว่า “ความรวยอาจเป็นเรื่องของจังหวะชีวิต แต่ความมั่นคงเป็นเรื่องของวินัยและการเตรียมตัว” โค้ชหนุ่ม กล่าว ส่วนพอล ส่งต่อแนวคิดไว้ว่า “โชคลาภอาจทำให้เรามีเงินในพริบตา แต่ความรู้และเวลาคือสองสิ่งที่จะเปลี่ยนเงินหลักพัน ให้กลายเป็นความมั่งคั่งที่ยั่งยืนได้จริง”


ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney 



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ