ความขัดแย้งรอบใหม่! ถ้ายืดเยื้อ-อยู่ยาว ประเทศไทยและการเงินคนทั่วไปจะกระทบอย่างไร

Personal Finance

Financial Planning

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ความขัดแย้งรอบใหม่! ถ้ายืดเยื้อ-อยู่ยาว ประเทศไทยและการเงินคนทั่วไปจะกระทบอย่างไร

Date Time: 2 มี.ค. 2569 18:49 น.

Video

บทเรียนจากวิกฤติ สู่แผนลงทุนปี 2026 จากงาน "THE INVESTORS" | SET x Thairath Money

Summary


ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้ง ระหว่างสหรัฐฯ ที่ร่วมมือกับอิสราเอล ในการโจมตีอิหร่าน แม้ความเสียหายจะเกิดขึ้นในพื้นที่ไกลจากไทย แต่ถ้าสถานการณ์ยกระดับขึ้น หรือยืดเยื้อต่อไปย่อมส่งผลกระทบทั้งระดับประเทศและคนทั่วไป

3 ฉากทัศน์เขย่าโลก: น้ำมันอาจไปถึง 120 ดอลลาร์สหรัฐ

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย วิเคราะห์ฉากทัศน์ความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นเป็น 3 ระดับ คือ 1) ตึงเครียดจำกัดวง กรณีที่ไม่เกิดผลกระทบต่อการส่งน้ำมัน คาดว่าราคาน้ำมันจะอยู่ที่ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล 2) กรณีปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่ส่งผลต่อการส่งออกน้ำมันและ LNG 1 ใน 5 ของโลก อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ 90-100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และกรณีที่ 3) หากสงครามยืดเยื้อ เกิดการปะทะที่รุนแรงขึ้น และเกิดการทำลายโครงสร้างพื้นฐาน จะทำให้ทั่วโลกเข้าสู่โหมด Risk-off และราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล

ทั้งนี้ เชื่อว่าโอกาสที่เป็นไปได้ที่สุดคือ กรณีที่ 1 คือ ความตึงเครียดอยู่ในวงจำกัดเท่านั้น แต่ในส่วนของไทยมีจุดที่น่ากังวลคือเราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลสร้างความเสี่ยง "ภาวะสุญญากาศทางการคลัง" ทำให้อาจรับมือสถานการณ์ยากกว่าปกติ ปัญหาทั้งข้อจำกัดด้านงบประมาณ, กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่กำลังกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแบกหนี้เกินเพดาน ขณะที่หนี้สาธารณะใกล้เต็มกรอบวินัยการคลัง ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเข้าอุดหนุนราคาหน้าปั๊มได้เหมือนอดีต ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพที่พุ่งสูงตามจริงทันที 

นอกจากนี้ ถ้าไทยเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) ในช่วงที่การเมืองไม่นิ่ง อาจนำไปสู่การถูกปรับลด Credit Rating ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการกู้เงินของทั้งประเทศ (Bond Yield) พุ่งสูงขึ้น

ราคาน้ำมันอาจพุ่ง แต่ปิดน่านฟ้าน่ากังวลกว่า!

ฝั่ง บุรินทร์ อดุลวัฒนะ เป็นกรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยกับ Thairath Money มองว่า แม้โอกาสสงครามจะยกระดับขึ้นยังไม่สูงนัก ส่วนตัวคาดว่าภายใน 2 อาทิตย์จะจบ และไม่ลากยาวไปถึง 1 เดือน แต่ในช่วงระยะสั้นนี้ผลกระทบต่อไทยในทางตรงมีหลายด้าน 

  • การท่องเที่ยว: หากมีการปิดน่านฟ้าในตะวันออกกลางที่เป็น "ฮับ" การบิน นักท่องเที่ยวจากยุโรปจะเดินทางมาไทยลำบาก คาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจหายไป 5-10%
  • การค้า: ต้นทุนค่าระวางเรือและค่าประกันภัยจะพุ่งสูงขึ้น กระทบ Supply Chain การส่งออกและความแน่นอนในการขนส่งสินค้า ส่งผลกระทบต่อการค้าของไทย

“เราไม่ได้คิดว่าราคาน้ำมันจะขึ้นไปแบบเป็นราคา 100 กว่าเหรียญเหมือนที่เราเคยเห็นในช่วงวิกฤตสมัยก่อนที่น้ำมันขาดแคลน ตอนนี้ผลิตน้ำมันได้เยอะมากในหลายๆ ประเทศนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นไปแพงเนี่ยเราไม่ได้คิดเป็นอย่างงั้น แต่ว่าแน่นอนช่วงสั้นพอมี มองว่า อิหร่านจะไม่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพราะในการทำสงครามที่ต้องใช้ทรัพยากร อิหร่านรายได้หลักพึ่งพาน้ำมัน จีนพึ่งอิหร่าน 15% ของน้ำมันทั้งหมด เพราะฉะนั้นการที่อิหร่านก็ส่งออก 90% กว่าไปให้จีน จีนก็หวังพึ่งอิหร่าน อิหร่านก็หวังพึ่งจีน เพราะฉะนั้นเขาเองก็คงไม่น่าปิด” บุรินทร์ กล่าว

ส่วนผลกระทบด้านค่าเงินบาท วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า ในระยะสั้นที่สงครามยังไม่จบ เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงต่อเนื่องจากการเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันสุทธิ โดยในกรณีฐาน (Baseline) อาจเคลื่อนไหวที่ 31.25-31.75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แต่หากเข้าสู่กรณีเลวร้าย (Worse case) ที่สงครามยืดเยื้อและน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล บาทอาจอ่อนค่าไปถึง 32.50-33.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากภาวะเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

ในกรณีที่สงครามยืดเยื้อ (Worse-case scenario) อาจทำให้ Bond yields ไทยปรับสูงขึ้นได้ เนื่องจาก

1) สงครามส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นเร็วและเป็นเวลานาน ซึ่งจะส่งผลต่อเงินเฟ้อ และคาดการณ์เงินเฟ้อปรับสูงขึ้น ทำให้ Bond yields สูงขึ้นตาม อีกทั้ง ยังอาจทำให้ กนง. ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อ 

2) Capital outflows ออกจาก EMs และนักลงทุนโลกลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งในช่วง 2 เดือนแรกของปี พบว่ามี capital flows ไหลเข้าตลาดบอนด์ไทยถึง 41,000 ล้านบาท ทำให้มีโอกาสที่ Flows จะไหลกลับออกไปได้

ตุน "เงินสด" แค่ไหนพอ? แนวทางรับมือภาคธุรกิจ

เมื่อเรื่องต่างๆ อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรามีแค่เงินในกระเป๋าเราตอนนี้ที่พอจะวางแผนรับมือได้ โดย ดร.อมรเทพ แนะนำว่า เมื่อภาครัฐยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือที่ชัดเจน ภาคเอกชนยิ่งต้องปรับตัวให้เท่าทัน ผ่าน 3 ข้อหลัก

  • บริหารสภาพคล่อง: ภาคธุรกิจควรสำรองเงินสดรับมือต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่อาจพุ่งขึ้น 20-30%
  • ชะลอการก่อหนี้: ภาคครัวเรือนและ SMEs ต้องระมัดระวังการสร้างหนี้ใหม่ในภาวะเศรษฐกิจซบเซา
  • ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน - ผู้นำเข้าควรทำ Hedging (การทำป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน) เพื่อป้องกันบาทอ่อนค่าทะลุ 34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

นักลงทุนและคนทั่วไปเมื่อเห็นข่าวความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ต่างหันไปพึ่งพาทองคำกันมากขึ้นทำให้ราคากระโดดสูงขึ้น แต่ตามทฤษฎีแล้วยังมีคำแนะนำการถือครองทองคำในสัดส่วนไม่เกิน 20% เพื่อให้เป็นตัวช่วยในการบริหารความเสี่ยงแต่ไม่ใช่หันไปลงทุนทองคำทั้งหมด ในช่วงเวลาแบบนี้นักลงทุนจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และไม่ให้ความผันผวนระยะสั้นมากระทบต่อเป้าหมายของพอร์ต



อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance

 ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ