
กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายก่อนกำหนด 0.25% ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายลดลงมาอยู่ที่ 1% เนื่องจากเห็นทีท่าไม่ดีของ “อัตราเงินเฟ้อ” ในปี 69 ที่หาก “ไม่ทำอะไรเลย หรือทำช้าเกินไป” อัตราเงินเฟ้อปีนี้อาจจะหลุดเป้าหมายขั้นต่ำที่ 1% ได้
และหากติดตามการรายงานภาวะเศรษฐกิจของแบงก์ชาติจะเห็นการใช้จ่ายภาคเอกชนที่เริ่มลดลงต่อเนื่อง หลังมาตรการคนละครึ่งพลัสจบลง ขณะที่รายได้เกษตรกรในเดือน ม.ค.ปรับลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน 9.7% จากราคาสินค้าเกษตรที่ราคาตกต่ำ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการใช้จ่าย และใช้หนี้ของคนไทยที่ลดลงในอนาคต
โดยความน่ากังวลของเศรษฐกิจไทย มี 3 ตัวหลักๆ คือ 1.ความกังวลต่อ “รายได้” ในอนาคต ทั้งของครัวเรือนไทย รวมทั้งรายได้และความอยู่รอดของเอสเอ็มอี ท่ามกลางความกดดันของเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ส่วนความกังวลที่ 2 คือ ภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่แบงก์แทบไม่ปล่อยสินเชื่อใหม่ ซึ่งอาจผลักให้คนที่ต้องการก่อหนี้ใหม่หันไปใช้บริการ “หนี้นอกระบบ” มากขึ้น
ขณะที่ 3.ความกังวลต่อภาวะหนี้เสียที่มีโอกาสพุ่งสูงขึ้น โดยล่าสุดมีรายงานทั้งของสภาพัฒน์ และสำนักวิจัยของธนาคารพาณิชย์ที่ชี้ว่า คนที่มีรายได้แตะ 100,000 บาทต่อเดือน เริ่มมีภาวะเบี้ยวหนี้มากขึ้นๆ ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน มีภาระหนี้ที่ต้องจ่ายสูงกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ และเริ่มเห็นการเบี้ยวหนี้ต่อเนื่องเช่นกัน ส่วนคนที่มีรายได้ต่ำกว่านั้น ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน หรือกู้ยืมมาเพื่อใช้จ่ายประจำวัน
แต่ที่ผ่านมา เราอาจจะยังไม่เห็นตัวเลข หนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล เพิ่มขึ้นมากมายจนน่าเป็นห่วง ส่วนหนึ่งเพราะแบงก์ชาติเร่งรัดให้แบงก์ปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ เมื่อเริ่มเห็นปัญหา ซึ่งถือว่าเป็นหนทางที่ดีเพื่อประคองลูกหนี้ต่อไปอีกระยะ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ลูกหนี้ที่เข้าโครงการปรับหนี้ไปแล้ว ส่วนหนึ่งย้อนกลับมาเป็นหนี้เสียอีกรอบ
ขณะที่โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งช่วยลูกหนี้ที่มีหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยรวมไม่เกิน 100,000 บาท ปิดจบหนี้ใน 3 ปี ซึ่งเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนไปเมื่อต้นเดือน ม.ค.นั้น บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือ SAM ระบุว่า มีลูกหนี้ให้ความสนใจต่อเนื่อง และฝากประชาสัมพันธ์ด้วยว่า SAM ได้เปิดระบบตรวจสอบสิทธิ์และลงทะเบียนเข้าโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ด้วยตนเอง “คลิกเดียวรู้ผลทันที” ผ่านเว็บไซต์ www.sam.or.th และเว็บไซต์ ธปท. www.bot.or.th/cleardebt โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือผู้ที่ไม่สะดวกระบบออนไลน์ ตรวจสอบสิทธิ์ผ่าน SAM Contact Center 1443 กด 6 ได้อีกช่องทางหนึ่ง เพื่อเข้าสู่การปรับโครงสร้าง “รีบปิดหนี้ให้ไว แล้วจะได้ไปต่อ”
อย่างไรก็ตาม การหลุดจากวงจรหนี้ ต้องมาจากการมี “รายได้ที่มากกว่ารายจ่ายและภาระหนี้สิน” เป็นหนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ หากมีรายได้พอผ่อนส่ง การบังคับแก้หนี้ หรือการเร่งลดดอกเบี้ย เป็นได้แค่ “ยาพาราฯ” แก้ปวดระยะสั้นๆ แต่วันนี้เศรษฐกิจไทยอาจจะ“ป่วยสะสมหลายโรคเกินไป” จนต้องใช้ “ยาและเครื่องมือ” ที่ได้ผลดี เร็ว แรงกว่านี้มารักษา.
มิสเตอร์พี
คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม