
สงสัยไหม ทำไมยื่นภาษีปี 2568 ไปแล้วแต่ได้คืนช้า! Thairath Money ชวนอ่านสาเหตุยอดฮิตที่ทำให้เราไม่ได้เงินคืนเข้าบัญชี พร้อมวิธีเช็กสถานะและเทคนิคปิดดีลสรรพากร
ภาษีปี 2568 ที่ผ่านมาใครที่กดยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90/91 ไปแล้ว แต่ยังเห็นสถานะ "วิเคราะห์แบบ/พิจารณาคืนภาษี" ค้างมานานจนเริ่มกังวล อย่าเพิ่งตกใจไป! เพราะล่าสุดกรมสรรพากรออกมาชี้แจงว่า กระบวนการคืนภาษียังคงเป็นไปตามปกติ เพียงแต่ปีนี้มีผู้ยื่นแบบฯ เข้ามาพร้อมกันจำนวนมาก และยังเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่
ดังนั้น ระหว่างที่รอคิวเจ้าหน้าที่พิจารณา เรามาเช็กกันสักนิดว่าที่เงินคืนยังไม่เข้าบัญชีนั้น มี "จุดติด" ตรงไหนที่เผลอมองข้ามไปหรือเปล่า? Thairath Money สรุปสาเหตุยอดฮิต พร้อมเทคนิค "ตามเรื่อง" ให้ได้เงินคืนไวขึ้นมาฝากกัน
1. ยื่นแบบภาษีฯ ไม่ครบ…
กรณีข้อมูลที่เรายื่นแบบฯ ไป ไม่ตรงกับฐานข้อมูลของสรรพากร เป็นธรรมดาที่เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่า ไม่ว่าจะรายได้ ส่วนลดหย่อน ฯลฯ เพื่อให้ชัดเจนถูกต้องที่สุด บางกรณีมีทั้งการยื่นแบบฯ ผิดประเภท หรือกรอกข้อมูลไม่ครบถ้วนซึ่งเราต้องรีบแก้ไขให้ไวที่สุด เพราะบางเคสสามารถกดยกเลิกได้ หรือ ต้องยื่นแบบเพิ่มเติม (กรณียื่นออนไลน์) เช่น
- กรณีเป็นแบบฯ ที่ไม่มีภาษีชำระหรือแบบฯ ขอคืน ถ้ายังไม่ได้พิมพ์แบบฯ / ใบเสร็จ กดยกเลิกได้ภายในวันที่ยื่นแบบเลย (ไม่เกินเที่ยงคืนของวันนั้นๆ) แล้วเราสามารถกรอกข้อมูลยื่นแบบใหม่ได้เลย
- กรณีเป็นแบบฯ ที่ชำระภาษีเรียบร้อยแล้ว เมื่อไม่สามารถยกเลิกการยื่นแบบได้ ก็ต้องยื่นแบบฯ เพิ่มเติม กรอกข้อมูลใหม่ทั้งหมด
2. เอกสารไม่ครบ/ไม่ชัดเจน
ปัจจุบันหลายคนถ่ายภาพเอกสารแล้วอัปโหลดในระบบของกรมสรรพากร แต่ก็มีทั้งภาพไม่ชัด หรือ ถ่ายข้อมูลบนเอกสารไม่ครบก็ ไม่ว่าจะใบทวิ 50 หรือหนังสือรับรองการซื้อกองทุน SSF/RMF เป็นต้น ลองเข้าไปเช็กในระบบอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจว่าเราส่งครบถ้วนชัดเจนแล้ว
3. รอนานจนไม่ได้กดเข้าไปส่งเอกสารตามที่สรรพากรขอ
หลายคนยื่นภาษีฯ ไปหลายวันหรือหลายสัปดาห์แล้วก็ไม่ได้เข้าเช็กเว็บไซต์ของกรมสรรพากร จนทำให้เมื่อเจ้าหน้าที่ “วิเคราะห์แบบ” แล้วขอเอกสารเพิ่มเติมผ่านระบบ ทำให้ไปไม่ถึงขั้นตอนพิจารณาคืนภาษี และสถานะก็จะค้างอยู่แบบนั้นจนกว่าเราจะส่งเอกสารเพิ่ม
ดังนั้นเราต้องหมั่นเข้าไปตรวจสอบในระบบว่า เจ้าหน้าที่ขอเอกสารใดๆ เพิ่มเติมหรือไม่ เพื่อให้การดำเนินการคืนภาษีเร็วที่สุด
ดังนั้นเพื่อให้เราได้เงินคืนไวที่สุด (บางคนได้คืนภายใน 3-7 วัน) ขอแนะนำ 4 ข้อนี้
1. เช็กสถานะผ่าน My Tax Account
สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์กรมสรรพากร คลิกเลือกเมนู My Tax Account ตรวจสอบข้อมูลทางภาษี หลังจากนั้นเข้าสู่ระบบด้วย RD ID ระบุหมายเลขผู้ใช้, รหัสผ่าน Laser ID หลังบัตรประจำตัวประชาชน หรือเข้าสู่ระบบด้วย Digital ID (แอปฯ เป๋าตัง ก็ใช้ยืนยันตัวตนได้เช่นกัน) จากนั้นกดเข้าหัวข้อ ติดตามสถานะขอคืน/นำส่งเอกสาร
เช็กให้บ่อยสักหน่อยเพื่อให้เราไม่เสียเวลา ถ้ากรมสรรพากรยังดำเนินการช้า เราสามารถโทรถามเบอร์สรรพากรพื้นที่ ซึ่งระบุอยู่ในหน้า สถานะการยื่นภาษีเงินได้ฯ ได้เลย
2. ข้อมูลส่วนการ “รับเงินคืน” ก็ต้องชัดเจน ซึ่งมีให้เลือก 2 ทาง
1) พร้อมเพย์ สำหรับบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ผูกเลขบัตรประชาชนไว้กับบัญชีเงินฝากธนาคาร (ต้องแจ้งว่าขอรับเงินคืนผ่านพร้อมเพย์ด้วย)
2) การคืนเงินผ่านสาขาธนาคารกรุงไทย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทางกรมสรรพากรจะออกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ค.21) เป็นหลักฐานเพื่อนำไปติดต่อรับเงินคืนที่สาขาของ 2 ธนาคารนั้น
3. อัปโหลดเอกสารทันที (ไฟล์ต้องเป๊ะ)
หากระบบขอเอกสารเพิ่ม ให้รีบสแกนไฟล์ PDF หรือถ่ายรูปให้ชัดเจนแล้วอัปโหลดผ่านหน้าเว็บทันที การส่งผ่านระบบออนไลน์จะเร็วกว่าการส่งไปรษณีย์หลายเท่าตัว
ที่สำคัญคือภายใน 1-2 วันหลังอัปโหลดเอกสารไป ต้องกลับมาเช็กที่หน้า “รายการเอกสารที่ขอเพิ่มเติม” ให้มั่นใจว่าสถานะไฟล์ขึ้นเป็น เครื่องหมายถูกสีเขียว ซึ่งหมายถึงเอกสารสมบูรณ์และได้นำเข้าฐานข้อมูลสรรพากรเรียบร้อยแล้ว
4. สายด่วน 1161 หรือ "สรรพากรพื้นที่"
หากสถานะนิ่งเกิน 15 วันหลังจากส่งเอกสารครบ ให้ลองโทรสอบถาม RD Call Center 1161 หรือค้นหาเบอร์โทรศัพท์ "สรรพากรพื้นที่" ตามที่อยู่เขตที่คุณยื่นภาษี เพื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเคสโดยตรง บางครั้งอาจติดแค่ขั้นตอนรออนุมัติขั้นสุดท้าย
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney