ป่วยหนักไม่เท่า“ค่ารักษา”หนัก เงินเฟ้อการแพทย์ไทยพุ่ง 10.8% หนักกว่าทั่วโลก จุดจบประกันเหมาจ่าย

Personal Finance

Financial Planning

Tag

ป่วยหนักไม่เท่า“ค่ารักษา”หนัก เงินเฟ้อการแพทย์ไทยพุ่ง 10.8% หนักกว่าทั่วโลก จุดจบประกันเหมาจ่าย

Date Time: 24 ก.พ. 2569 08:00 น.

Video

 ทำไมหาเงินได้มากขึ้นแต่ชีวิตไม่มั่นคง? ถกปัญหาแรงงานโลกใหม่ | Digital Frontiers EP.55 Special Talk

Summary

รวยแค่ไหนก็ทรุด! เจาะลึกวิกฤติค่าหมอ - ค่ารักษา “เงินเฟ้อการแพทย์ไทย” พุ่ง 10.8% หนักกว่าทั่วโลก ส่วนต่างราคา "น้ำเกลือ" ต่อขวด แตะ 1,943% ที่มาจุดจบ "ประกันเหมาจ่าย"

Latest


ดูเหมือนว่าในวันที่เราพยายามดูแลสุขภาพให้ดีที่สุด แต่สิ่งที่ "ป่วย" หนักกว่าร่างกายคนไทย อาจเป็น "กระเป๋าสตางค์" เมื่อรายงานล่าสุดจาก สภาพัฒน์ (สศช.) เผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า เงินเฟ้อทางการแพทย์ของไทยในปี 2568 พุ่งสูงถึง 10.8% ซึ่งไม่ใช่แค่สูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปของประเทศ อย่างมหาศาลเท่านั้น แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ที่ 10.3% อีกด้วย

นี่คือสัญญาณเตือนภัยว่า ต่อให้คุณรวยแค่ไหน หรือวางแผนการเงินมาดีเพียงใด หากต้องเข้าสู่ระบบการรักษาพยาบาลในปัจจุบัน "ความมั่งคั่ง" ของคุณอาจทรุดลงได้ในพริบตา


เปิดบิลช็อกโลก! เมื่อ "น้ำเกลือ-สำลี" ราคาทะลุเพดาน

ข้อมูลจากสภาพัฒน์ฯ สะท้อนภาพความจริงที่น่าตกใจผ่าน "ส่วนต่าง" ของราคาเวชภัณฑ์พื้นฐานในโรงพยาบาลเอกชน เมื่อเทียบกับราคาตลาดทั่วไป ซึ่งพบว่ามีการบวกเพิ่มในระดับที่ผู้บริโภคยากจะตั้งตัว 

  • น้ำเกลือ (NSS 0.9%): ราคาตลาด 45 บาท แต่ใน รพ.เอกชน พุ่งไปถึง 919 บาท (ส่วนต่าง 1,943%)
  • สำลีก้อน: ราคาตลาด 0.10 บาท แต่ใน รพ.เอกชน คิดก้อนละ 7 บาท (ส่วนต่างสูงถึง 6,900%)
  • ถุงมือยาง: ราคาตลาด 2.50 บาท ต่อชิ้น แต่ใน รพ.เอกชน คิด 17 บาท (ส่วนต่าง 580%)

ทั้งนี้ ไม่เพียงแค่เวชภัณฑ์ แต่ค่าบริการทางวิชาชีพ และค่าธรรมเนียมแพทย์ ยังครองสัดส่วนสูงสุดถึง 45% ของค่ารักษาทั้งหมด ขณะที่บริการพื้นฐานอื่นๆ เช่น การให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ มีส่วนต่างราคาตั้งแต่ 50 บาท ไปจนถึง 10,140 บาท ตามแต่โครงสร้างต้นทุนและดุลยพินิจของแต่ละโรงพยาบาล


ทำไมค่าหมอไทยถึง "แพง" กว่าค่าเฉลี่ยโลก?

สภาพัฒน์ฯ ระบุถึง 3 ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนให้ต้นทุนการรักษาพยาบาลในไทยพุ่งทะยาน ได้แก่...

  1. การลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง: รพ.เอกชนกว่า 92% เร่งนำเข้าเครื่องมือทันสมัย เช่น CT Scan, MRI และหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด เพื่อยกระดับการแข่งขัน เมื่อลงทุนสูงจึงเกิดแรงจูงใจในการใช้งานเพื่อให้คุ้มทุน (Supplier-induced Demand) ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจที่เกินความจำเป็นในบางกรณี
  2. สงครามดึงตัวบุคลากร: ปัญหาการขาดแคลนแพทย์และพยาบาลทำให้เกิดการแข่งขันด้านค่าตอบแทนที่รุนแรง ต้นทุนส่วนนี้จึงถูกส่งผ่านไปยังผู้ป่วยในรูปแบบค่าบริการที่สูงขึ้น
  3. ข้อจำกัดของระบบรัฐ: เมื่อโรงพยาบาลรัฐเผชิญภาวะ "เตียงเต็ม" (บางจังหวัดสูงถึง 110%) และระยะเวลารอคอยนาน 5-8 ชั่วโมง ทำให้ผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อไม่มีทางเลือก ต้องหันเข้าสู่ รพ.เอกชน แม้จะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าก็ตาม


จุดจบ "ประกันเหมาจ่าย" เมื่อ Loss Ratio จ่อพุ่งแตะ 90%

ทั้งนี้ วิกฤตเงินเฟ้อการแพทย์นี้ ไม่ได้กระทบแค่ผู้ป่วย แต่กำลังสั่นคลอนไปถึง "ธุรกิจประกันสุขภาพ" ข้อมูลระบุว่าอัตราการเรียกร้องค่าสินไหม (Loss Ratio) มีแนวโน้มอาจพุ่งสูงถึง 90% ในปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่ธุรกิจประกันอาจอยู่รอดได้ยากหากไม่มีการปรับตัว

สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการใช้สิทธิที่ไม่เหมาะสม (Low-Value Care) เช่น การเจ็บป่วยเล็กน้อยแต่ขอแอดมิทเป็นผู้ป่วยใน (IPD) เพื่อเคลมประกัน ซึ่งสถิติจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริม การประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) พบว่ามีการใช้สิทธิไม่เหมาะสมสูงถึง 28% ของการเคลมทั้งหมด 

นี่คือเหตุผลที่ "ยุคประกันเหมาจ่าย" กำลังสิ้นสุดลง และถูกแทนที่ด้วยหลักเกณฑ์ใหม่ ได้แก่

  • การร่วมจ่าย (Co-payment): ผู้เอาประกันต้องช่วยจ่ายค่ารักษาบางส่วน (ไม่เกิน 30-50%) หากมีประวัติการเคลมโรคเล็กน้อยบ่อยครั้งเกินไป
  • ค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible): เพื่อลดภาระเบี้ยประกันและป้องกันการใช้สิทธิเกินความจำเป็น


ทางออกและคำแนะนำจากสภาพัฒน์ฯ 

จากรายงานดังกล่าว เพื่อไม่ให้ระบบสุขภาพไทยถึงทางตัน สภาพัฒน์ฯ ได้เสนอแนวทางกู้สถานการณ์ไว้หลายด้าน 

  • ภาครัฐต้องคุมราคากลาง: ควรมีเพดานควบคุมราคายาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นใน รพ.เอกชน และเปิดเผยโครงสร้างต้นทุนให้โปร่งใสเพื่อให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบได้
  • นำ AI มาลดต้นทุนแฝง: การใช้ระบบอัตโนมัติในการบริหารจัดการและการวินิจฉัยที่แม่นยำ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ซ่อนอยู่ในบิลค่ารักษาได้ถึง 30-40%
  • ผู้ป่วยต้อง "เช็กก่อนจ่าย": ประชาชนควรมีบทบาทเชิงรุกในการสอบถามความจำเป็นของการตรวจรักษา และตรวจสอบใบแจ้งหนี้อย่างละเอียด หากพบความผิดปกติควรแจ้งสภาองค์กรของผู้บริโภคหรือ คปภ. ทันที

ทั้งหมด อาจกล่าวสรุปได้ว่า วิกฤตเงินเฟ้อการแพทย์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะในวันที่ความเจ็บป่วยมาเยือน "เงินออมทั้งชีวิต" อาจไม่เพียงพอหากระบบสุขภาพไทยยังไร้มาตรการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ


ที่มา : สภาพัฒน์ฯ 


Author

อุมาภรณ์ พิทักษ์

อุมาภรณ์ พิทักษ์
เศรษฐกิจ การเงิน ลงทุน และ อสังหาริมทรัพย์