เมื่อ “สละโสด” ขยับสถานะ บ้าน - คอนโดฯ ที่ซื้อไว้ก่อนแต่งงาน จะกลายเป็นสินสมรสหรือไม่ ?

Personal Finance

Financial Planning

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

เมื่อ “สละโสด” ขยับสถานะ บ้าน - คอนโดฯ ที่ซื้อไว้ก่อนแต่งงาน จะกลายเป็นสินสมรสหรือไม่ ?

Date Time: 16 ก.พ. 2569 10:16 น.

Video

เบื้องหลังโลก “คริปโต” จากเคยถูกต่อต้าน ทำไมตอนนี้ทั้งรัฐบาล ธนาคารถึงยอมรับ ? | Digital Frontiers EP.52

Summary

ไขข้อข้องใจคนยุค Solo Economy เช็กความต่าง "สินส่วนตัว vs สินสมรส" พร้อมวิธีจัดการกรรมสิทธิ์อสังหาฯ หลังแต่งงานแบบมือโปรในปี 2026

ในยุค Solo Economy หรือ เศรษฐกิจของการใช้ชีวิตลำพัง ต้องยอมรับว่า การครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่วัยสร้างตัว ไม่ใช่เรื่องแปลก หลายคนเลือกซื้อคอนโดมิเนียม หรือบ้านในฝันไว้เป็น "รางวัลชีวิต" และ "พื้นที่ปลอดภัย" ของตัวเองตั้งแต่วันที่ยังใช้คำนำหน้าว่านาย หรือนางสาว

แต่เมื่อวันหนึ่งจังหวะชีวิตเปลี่ยนไป จาก "ตัวคนเดียว" กลายเป็น "เราสองคน" คำถามสำคัญที่ตามมา (และมักจะถามกันแบบกระซิบ) ก็คือ ทรัพย์สินที่เราสร้างมาจากหยาดเหงื่อแรงกายเมื่อครั้งยังโสด จะกลายเป็นของส่วนรวมทันที ที่จดทะเบียนสมรสหรือไม่?

ขีดเส้นแบ่งให้ชัด  อะไรคือ "สินส่วนตัว" อะไรคือ "สินสมรส"

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หลักการการแยกให้ออก ระหว่าง "สินส่วนตัว"  และ "สินสมรส"คือการใช้ "จุดตัดของเวลา" เป็นตัวตัดสิน

  • สินส่วนตัว (มาตรา 1471): คือทรัพย์สินที่เรามีอยู่ "ก่อน" จดทะเบียนสมรส ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโดฯ ที่ดิน หรือรถยนต์ หากโฉนดเป็นชื่อคุณก่อนวันจดทะเบียน ทรัพย์สินนั้นคือสินส่วนตัวของคุณ 100% ตลอดไป (รวมถึงมรดกที่ได้จากพ่อแม่ระหว่างแต่งงาน ถ้าในพินัยกรรมไม่ได้ระบุให้เป็นสินสมรส)
  • สินสมรส (มาตรา 1474): คือทรัพย์สินที่ได้มา "ระหว่าง" สมรส หรือทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาผ่านพินัยกรรม/การให้ที่ระบุชัดเจนว่าเป็นสินสมรส รวมถึง "ดอกผล" ของสินส่วนตัว (เช่น ถ้าคุณปล่อยเช่าคอนโดฯ ที่ซื้อตอนโสด ค่าเช่าที่ได้มาหลังจากจดทะเบียนสมรสแล้ว จะถือเป็นสินสมรส)

สรุปง่ายๆ บ้านหรือคอนโดฯ ที่ซื้อไว้ตอนโสด จะไม่กลายเป็น “สินสมรส"  แม้จะแต่งงานไปแล้ว เจ้าของกรรมสิทธิ์ก็ยังคงเป็นเราเพียงผู้เดียว และหากมีการหย่าร้างในอนาคต ทรัพย์สินนี้ก็ไม่ต้องแบ่งครึ่ง

เมื่ออยากเปลี่ยน "ของฉัน" ให้เป็น "ของเรา"

แต่แม้ตามกฎหมายจะเป็นสินส่วนตัว แต่ในชีวิตจริงคู่สมรสหลายคู่เลือกที่จะช่วยกันผ่อน เพื่อสร้างครอบครัวไปด้วยกัน ซึ่งหากเราต้องการให้คู่สมรสเข้ามามีส่วนร่วมในกรรมสิทธิ์ มี 2 แนวทางที่ต้องรู้

  • การกู้ร่วม (Refinance): หากบ้านยังติดจำนอง เราสามารถยื่นรีไฟแนนซ์และเพิ่มชื่อคู่สมรสเป็นผู้กู้ร่วมได้ ธนาคารจะพิจารณารายได้และความสามารถในการชำระหนี้ใหม่เสมือนเป็นการยื่นกู้ใหม่ทั้งหมด
  • การเพิ่มชื่อในกรรมสิทธิ์: หากต้องการให้คู่สมรสมีชื่อในโฉนดร่วมกัน ต้องไปดำเนินการที่สำนักงานที่ดิน ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียมงบไว้ ดังนี้

    1.ค่าธรรมเนียมการให้: 0.5% ของราคาประเมิน

    2.ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย: คิดตามหลักเกณฑ์กรมสรรพากร (ผู้ให้เปรียบเสมือนผู้ขาย)

    3.ค่าอากรแสตมป์: 0.5% ของราคาซื้อขาย (แต่ต้องไม่ต่ำกว่าราคาประเมิน) อย่างไรก็ตามหากถือครองน้อยกว่า 5 ปี หรือมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่ถึง 1 ปี อาจต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% แทน

บทสรุปสำหรับคนโสด (ที่กำลังจะรัก)

การรู้ข้อกฎหมายไม่ใช่เรื่องของการเห็นแก่ตัว หรือการเตรียมตัวเพื่อจะเลิกรา แต่มันคือ Financial Literacy ที่ช่วยให้คนสองคนบริหารจัดการทรัพย์สินได้อย่างโปร่งใส ลดความขัดแย้ง และสร้างความมั่นคงร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ซึ่งไม่ว่าคุณจะตัดสินใจครองตัวเป็นโสดใน Solo Economy ต่อไป หรือเตรียมพร้อมเข้าสู่ชีวิตคู่ การมีที่อยู่อาศัยที่เป็นของเราเองคือรากฐานของความสำเร็จที่น่าภูมิใจเสมอ

ที่มา : ดีดีพร็อพเพอร์ตี้

อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney




Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ