
วาเลนไทน์ที่ไม่ได้หวานอย่างที่คิด เมื่อตัวเลขหย่าร้างพุ่งสวนทางยอดจดทะเบียนสมรส เจาะลึกเหตุผลทางเศรษฐกิจที่บีบให้ความรักกลายเป็น “ของฟุ่มเฟือย” ที่ต้องรวยพอถึงจะมีสิทธิ์ครอบครอง
ทุกๆช่วงวันวาเลนไทน์ ที่ดอกกุหลาบราคาสูงลิ่ว เราอาจเห็นภาพคู่รักเดินจูงมือกันเต็มท้องถนน มื้ออาหารดีๆ ในโรงแรมหรู และเดตครั้งแรกกับใครสักคน แต่เชื่อหรือไม่? เบื้องหลังภาพความหวานนั้น กลับมีกระแสความจริงที่ขมขื่นซ่อนอยู่
เมื่อสถิติตัวเลขสวนทางกับความโรแมนติก ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยสะท้อนภาพชัดเจนว่า ในปี 2567 การจดทะเบียนสมรสลดลงเหลือเพียงประมาณ 2.4 แสนคู่ (จากที่เคยสูงถึงปีละ 3 แสนคู่) ในขณะที่ตัวเลขการหย่าร้างพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 1.4 แสนคู่
จึงเกิดคำถามที่ว่า ทำไมความรักในยุคนี้ถึงกลายเป็นเรื่องยาก? ซึ่งคำตอบอาจไม่ใช่เพราะคนรุ่นใหม่เย็นชา แต่เป็นเพราะความรักกำลังถูกตีค่าเป็น “Luxury Good” หรือสินค้าฟุ่มเฟือยที่ต้องใช้ต้นทุนมหาศาลในการครอบครอง
ในอดีต เราอาจเคยได้ยินว่า “กัดก้อนเกลือกินก็อยู่ได้” แต่สำหรับ Gen Z และ Millennials ในยุคที่ค่าครองชีพโตไวกว่าเงินเดือน คำกล่าวนี้กลายเป็นเรื่องเพ้อฝัน ประเด็นทางเศรษฐกิจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ความรักไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน แต่คือเรื่องของ “กระแสเงินสด”
ทั้งหมดทำให้คนรุ่นใหม่ อาจเลือกเก็บเงินมากกว่าความรัก ขณะที่สถิติการหย่าร้างที่พุ่งสูงขึ้นสะท้อนว่า “ชีวิตคู่” ในปัจจุบันมีความเสี่ยงสูง (High Risk) เมื่อเกิดปัญหาทางการเงิน ความสัมพันธ์มักเป็นสิ่งแรกที่ร้าวราน ข้อมูลระบุว่าคนไทยมีแนวโน้ม "หมดรักหมดใจ" ได้ง่ายขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะความเครียดสะสมจากภาวะเศรษฐกิจที่บีบคั้น จนการอยู่ตัวคนเดียวกลายเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า (Safe Zone)
ในโลกที่ความเหลื่อมล้ำขยายตัว เราอาจกล่าวสรุปได้ว่า “ความรัก” กำลังถูกจำกัดวงให้เป็นเรื่องของคนที่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจเท่านั้น ทำให่วาเลนไทน์ปีนี้อาจไม่หวานฉ่ำเหมือนปีก่อน ๆ แต่มันคือการสะท้อนความจริงว่า “ความรักที่ยั่งยืนที่สุด คือความรักที่มีรากฐานอยู่บนความมั่นคงทางการเงิน” มากกว่านั่นเอง
ที่มา : กระทรวงมหาดไทย , finnomena
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney