
บทเรียนจากเคส “ครูเร” ที่ต้องจ่ายดอกวันละแสน สะท้อนความจริง ครูไทยกว่า 80% ติดกับดักหนี้ อาชีพที่กู้ง่าย ยืมคล่อง และแบกภาษีสังคม หลายคนกำลังเดินอยู่บนเส้นทาง “กู้ใหม่โปะเก่า” โดยไม่รู้ตัว
ครูไทย 80% เป็นหนี้
หนี้รวม 1.4 ล้านล้าน
หนี้เฉลี่ย 1.5 ล้านบาท
และมีครูคนหนึ่ง ต้องหาเงินจ่ายดอกวันละ 100,000 บาท
คำถาม คือ เรื่องนี้เกิดจากหนี้นอกระบบ…หรือเกิดจากการบริหารเงินผิดตั้งแต่ต้น?
กรณีของ "ครูเร" ครูนาฏศิลป์วัย 33 ปีที่อุ้มท้องร้องสื่อ เพราะติดกับดักหนี้นอกระบบ 80 เจ้า กลายเป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่าง ที่สะท้อนความจริงอันน่าสะพรึง ของแม่พิมพ์ไทย จนนำมาสู่คำถามที่หลายคนอาจสงสัยว่าอาชีพที่ดูมั่นคงขนาดนี้ เดินมาถึงจุดที่ต้องส่งดอก "วันละแสน" ได้อย่างไร?
ย้อนไปวงจรนี้เริ่มต้นจากเงินหลักหมื่นที่กู้มาเพื่อจัดการงานศพแม่และประคองธุรกิจ แต่กลับบานปลายกลายเป็น "หนี้ดินพอกหางหมู" ที่จ่ายเท่าไหร่เงินต้นก็ไม่ลดแม้แต่บาทเดียว ซึ่งท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ ถึงสารพัดวิธีตามทวงหนี้ของเหล่าเจ้าหนี้ทั้งหลาย ก็ดูเหมือนว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าจำนวนเจ้าหนี้ อาจเป็น "กระบวนการคิด" และ "โครงสร้างสังคม" ที่บีบให้ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาหลายคนเดินลงไปในหลุมพรางนี้โดยไม่รู้ตัว
ซึ่งในมุมมองของนักวางแผนการเงินไทย ระบุว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่แค่เรื่องของคนไม่มีเงิน แต่มันคือ "ปลายทาง" ของหายนะที่เกิดจากโครงสร้างการเงินที่บิดเบี้ยว และความคิดที่พาตัวเองเข้าสู่วงจรหนี้ซ้อนหนี้
ทำไมอาชีพที่ดูมั่นคงถึงมีหนี้ท่วมตัว? ข้อมูลจากสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ชี้ให้เห็นว่าหนี้ครูไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้จ่ายเกินตัว แต่มีปัจจัยพื้นฐานที่หยั่งรากลึก ประการแรกคือ "หนี้ติดตัว" ตั้งแต่ก่อนบรรจุ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ กยศ. หรือหนี้สินครัวเรือนเดิม
จากรายงานของกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบตัวเลขที่น่าตกใจดังนี้
ประการที่สองคือ "ภาระงานและภาษีสังคม" ครูไทยแบกรับค่าใช้จ่ายแฝงมหาศาล ทั้งค่าจัดทำสื่อการสอนเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ หรือค่าซองงานบุญงานสังคมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในบริบทสังคมไทย
ที่น่ากลัวที่สุดคือ "การเข้าถึงเงินกู้ที่ง่ายเกินไป" สถาบันการเงินและสหกรณ์มองครูเป็นลูกหนี้ชั้นดีเพราะหักเงินเดือนได้ชัวร์ ทำให้มีการอนุมัติวงเงินที่เกินความสามารถในการชำระจริง จนครูบางรายเหลือเงินใช้สุทธิ (Net) ไม่ถึง 30% กลายเป็นบ่อเกิดของการต้อง "กู้ใหม่ไปโปะเก่า" เพื่อให้ชีวิตรอดไปวันๆ
ขณะในเชิงจิตวิทยาการเงิน เคสครูเรสะท้อนภาวะ Moral Licensing หรือการใช้ "คุณธรรม" เป็นเหตุผลอนุญาตให้ตัวเองตัดสินใจทางการเงินที่ผิดพลาด การอ้างว่า "กู้เพื่อความกตัญญูต่อแม่" หรือ "เพื่ออนาคตลูก" ทำให้สมองส่วนเหตุผลถูกปิดกั้น และเปิดทางให้ความเสี่ยงเข้ามาแทนที่
เมื่อเริ่มกู้จากหนึ่งเจ้าเพื่อมาหมุนจ่ายอีกเจ้า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Debt Spiral (วงจรหนี้สว่าน) ยิ่งกู้ยิ่งดิ่งลึก หนี้จากหลักหมื่นพุ่งสู่หลักล้านในเวลาไม่กี่เดือน
การเลือกใช้ "เบี้ยร้อน" หรือหนี้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยโหด คือการแก้ปัญหาผิดวิธี เพราะหัวใจของการรวมหนี้คือ "ดอกเบี้ยใหม่ต้องถูกลง" ไม่ใช่การหาเงินแพงกว่าเดิมมาจ่ายเงินที่แพงอยู่แล้ว
หากใครกำลังเดินตามรอยความเสี่ยงนี้ สมาคมนักวางแผนการเงินเน้นย้ำว่า "ต้องหยุดกู้เพิ่มทันที" การกู้รายที่ 81 เพื่อมาจ่าย 80 รายแรกคือการฆ่าตัวตายทางการเงิน ขั้นตอนแรกคือการ "หยุดเลือด" และเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยตามกฎหมาย เพราะดอกเบี้ยที่จ่ายไปเกินเงินต้นนั้นสามารถใช้เป็นข้อต่อรองทางกฎหมายได้
ทางออกที่เป็นรูปธรรมคือการใช้เครื่องมือของรัฐ เช่น สายด่วน 1567 (ศูนย์ดำรงธรรม) หรือ 1443 (คลินิกแก้หนี้) เพื่อเปลี่ยนหนี้ร้อนให้เป็นหนี้เย็น การแก้หนี้ไม่ได้เริ่มที่การหาเงินก้อนใหญ่มาใช้คืนเสมอไป แต่เริ่มจากการกล้ากางบัญชีเจ้าหนี้ออกมาดูความจริง และยอมรับว่าเครดิตหรือหน้าตาทางสังคมนั้นสำคัญน้อยกว่า "ลมหายใจทางการเงิน" ของครอบครัว
สุดท้ายแล้ว บทเรียนจากครูเรเตือนให้เรารู้ว่า ปัญหาหนี้ไม่ได้แก้ด้วย "เงิน" เพียงอย่างเดียว แต่แก้ด้วย "ความรู้" การป้องกันระยะยาวคือการสร้าง กองทุนสำรองฉุกเฉิน 3-6 เท่า ของค่าใช้จ่าย และยึดหลัก "หนี้ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้"
อาชีพครูควรเป็นอาชีพที่ส่งต่อความมั่งคั่งทางปัญญา ไม่ใช่การส่งต่อวงจรหนี้ให้ลูกศิษย์เห็นเป็นตัวอย่าง การเริ่มวางแผนการเงินอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันนี้ อาจทำให้ปลายทางของชีวิตไม่ต้องจบลงที่การ "อุ้มท้องหนีตาย" แต่เป็นการเกษียณอย่างมีศักดิ์ศรีในฐานะแม่พิมพ์ของชาติอย่างแท้จริง
ที่มา : สมาคมนักวางแผนการเงินไทย ,กระทรวงศึกษาธิการ ,เครดิตบูโร , สหกรณ์ออมทรัพย์ครู
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney