
เมื่อระบบขึ้นเงินเดือนทั้งประเทศโตช้าแค่ 2–5% ต่อปี แต่ตลาดยังยอมจ่ายแพงให้พนักงานใหม่ ชวนสำรวจวิธีหามูลค่าตัวเอง ว่าดีพอหรือยัง ในวันที่ความเสี่ยงไม่ใช่การเปลี่ยนงาน แต่อยู่ที่เดิมนานเกินไป
ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นโพสต์ลักษณะหนึ่งโผล่ขึ้นมาบ่อยๆ ในโซเชียลมีเดีย เป็นโพสต์แนวตลกร้ายที่คนกดไลก์ กดแชร์ พร้อมคอมเมนต์ขำขื่น เช่น ...
“ทำงานมา 5 ปี เงินเดือน 25,000 บาท แต่น้องใหม่เพิ่งเข้ามา start ที่ 28,000 บาท”
ประโยคแบบนี้ฟังดูเหมือนเรื่องขำๆ แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันกำลังสะท้อนความจริงบางอย่างของตลาดแรงงาน ที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มรู้สึกว่า ต่อให้ตั้งใจทำงานแค่ไหน รายได้ก็ไม่ได้โตตามประสบการณ์ที่สะสมมา
สำหรับหลายคน เงินเดือนเป็นแค่ตัวเลขในสลิป แต่ในเชิงการเงิน “เงินเดือน” คือฐานของแทบทุกอย่างในชีวิต ตั้งแต่ความสามารถในการออม ไปจนถึงโอกาสในการลงทุน
ซึ่งเมื่อฐานรายได้ต่ำ “ดอกเบี้ยทบต้น” ก็ยิ่งทำงานได้ช้าลง ความต่างของรายได้เพียงไม่กี่พันบาทต่อเดือนในวันนี้ จึงอาจแปลเป็นความต่างของความมั่นคงในวัยเกษียณที่ห่างกันหลายแสนหรือหลายล้านบาทในอนาคต โดยที่เจ้าตัวไม่เคยรู้ตัวเลยว่าความเสียเปรียบนี้ค่อยๆ สะสมขึ้นเงียบๆ
วัฒนธรรมการทำงานของคนไทยจำนวนไม่น้อย ยังผูกอยู่กับความคิดว่า บริษัทให้เท่าไหร่ก็รับไปก่อน เดี๋ยวปีหน้าค่อยว่ากัน หรือถ้าอยู่ไปนานพอ ผู้บริหารก็น่าจะเห็นความสำคัญ
แต่ในทางปฏิบัติ ระบบค่าตอบแทนของหลายองค์กรถูกออกแบบมาให้ “ขึ้นเงินเดือนคนเก่า” ด้วยงบประมาณที่จำกัด ขณะที่ “งบจ้างคนใหม่” กลับต้องอิงกับราคาตลาดในปัจจุบัน ผลลัพธ์คือ คนที่อยู่มานานอาจค่อยๆ ถูกตรึงอยู่ใต้เพดานเงินเดือน โดยไม่รู้ตัวว่ามูลค่าของตัวเองในตลาดจริงๆ ขยับไปไกลกว่านั้นแล้ว
สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุด ของ Adecco Thailand Salary Guide 2026 โดย อเด็คโก้ประเทศไทย ที่ระบุว่า ภาพรวมเงินเดือนโดยรวมของไทย ยังอยู่ในระดับค่อยเป็นค่อยไป โดย 82 % ของผู้ตอบแบบสอบถาม(1,500 คน) เผยว่าได้รับการปรับเงินเดือนรายปี อยู่ในช่วง 2-5% เท่านั้น แต่หากเป็นการย้ายงาน ก็จะมีโอกาสได้อัตราเงินเดือนเพิ่มที่สูงขึ้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของตำแหน่งงานในตลาด และทักษะความสามารถของผู้สมัคร
“ค่าเฉลี่ยเงินเดือนของตำแหน่งงานในแต่ละระดับ พบว่า ตำแหน่งเริ่มต้น ประสบการณ์ไม่เกินสามปี เงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20,000 – 38,000 บาท ลดลงจากปีก่อนประมาณ 5-10% ยกเว้นตำแหน่งด้านไอทีที่ยังได้ค่าตอบแทนสูง”
ในบริบทแบบนี้ คำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่า ควรเปลี่ยนงานหรือไม่ แต่คือ ถ้าคุณออกไปสู่ตลาดแรงงานในวันนี้ นายจ้างรายอื่นจะประเมินเราไว้ที่ระดับไหน ถ้าคำตอบคือ สูงกว่าที่คุณได้รับอยู่ 15-20% หรือมากกว่านั้น นั่นหมายความว่า ในเชิงการเงิน เรากำลัง “ขาดทุนค่าโอกาส” อยู่ทุกเดือน ทุกปี แม้จะยังมีงานทำและรายได้มั่นคง แต่รายได้ของเราอาจกำลังเติบโตช้ากว่าศักยภาพของตัวเองอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม การหาคำตอบเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องลาออกจริงเสมอไป โดยเราสามารถเริ่มจากการดูประกาศรับสมัครงานในตำแหน่งใกล้เคียงกับที่ทำอยู่ ลองคุยกับ recruiter หรือแม้แต่ไปสัมภาษณ์งานเพื่อสำรวจตลาดโดยยังไม่ต้องรับข้อเสนอ
จุดประสงค์ไม่ใช่การหนีออกจากที่เดิม แต่คือการได้ “ข้อมูล” ว่าตลาดกำลังให้คุณค่าอะไรกับทักษะและประสบการณ์ของเราในเวลานี้ ซึ่งเมื่อเรารู้แล้วว่าราคาตลาดของตัวเองอยู่ตรงไหน ทางเลือกในชีวิตจะชัดขึ้น บางคนอาจเลือกเอาข้อมูลไปคุยกับองค์กรปัจจุบันอย่างมีเหตุมีผล ,บางคนอาจเริ่มวางแผนระยะกลางว่า ถ้าจะย้าย ควรย้ายเมื่อไหร่ หรือควรเติมทักษะอะไรอีกบ้างเพื่อให้การย้ายครั้งถัดไป “กระโดด” ได้ไกลกว่าเดิม และบางคนอาจตัดสินใจอยู่ต่อ แต่เป็นการอยู่ต่อแบบมีสติ รู้ว่ากำลังแลกความมั่นคงบางอย่างกับการเติบโตที่ช้าลง
อย่างไรก็ตาม การรู้ราคาตัวเองอย่างเดียวอาจไม่พอ ในโลกการทำงานยุคใหม่ที่เศรษฐกิจไม่ได้โตแรงเหมือนเดิม และเทคโนโลยีอย่าง AI เริ่มเข้ามาแทนงานบางประเภท สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การทำให้ตัวเองเป็นคนที่ “ยังมีคุณค่าในตลาด” อยู่เสมอ
เพราะทักษะที่องค์กรต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ความขยันหรือความชำนาญในงานซ้ำๆ แต่คือความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาที่ซับซ้อน ทำงานข้ามสายงาน และใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ใช่เป็นคู่แข่งที่มาแย่งงาน
ในทางปฏิบัติ การเพิ่มมูลค่าตัวเองอาจเริ่มจากการถามง่ายๆ ว่า งานของเราส่วนไหนที่ “AI ทำแทนได้ง่าย” และส่วนไหนที่ยังต้องใช้การตัดสินใจของมนุษย์ จากนั้นลงทุนเวลาไปพัฒนาทักษะในฝั่งที่สอง
เช่น ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ การบริหารโปรเจกต์ หรือความเข้าใจธุรกิจในภาพรวม คนที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยทำงานได้ดี มักจะมีผลิตภาพสูงกว่าคนที่มอง AI เป็นศัตรู และในตลาดแรงงานยุคนี้ ผลิตภาพที่สูงขึ้น มักแปลตรงไปตรงมาว่า “ต่อรองค่าตัวได้มากขึ้น”
ด้าน “มาเรีย อันโทเน็ท อันซิโร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ ประเทศไทย ระบุว่า ตลาดแรงงานวันนี้ไม่ใช่เรื่องของการเพิ่มจำนวนคน แต่เป็นเรื่องของความแม่นยำในการจ้างงาน องค์กรกำลังให้ความสำคัญกับตำแหน่งที่สร้างผลลัพธ์ชัดเจนและสนับสนุนให้เกิดประสิทธิภาพขึ้นจริง รวมไปถึงตำแหน่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นดิจิทัล และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว และแม้ภาพรวมค่าจ้างจะเติบโตอย่างจำกัด แต่ทักษะที่หายากและจำเป็นต่อธุรกิจยังคงมีมูลค่าสูงที่องค์กรยินดีจ่าย
การพัฒนาทักษะไม่ใช่เรื่องที่ต้องเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นเรื่องของการค่อยๆ สะสม เหมือนกับการลงทุน คนทำงานที่หยุดเรียนรู้ไปนานๆ อาจไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองแย่ลงในทันที แต่ในความเป็นจริง มูลค่าของเขาในตลาดอาจค่อยๆ ลดลงเมื่อเทียบกับคนที่อัปเดตตัวเองตลอดเวลา และในวันที่จำเป็นต้องเปลี่ยนงานจริงๆ ช่องว่างนั้นอาจใหญ่เกินกว่าจะไล่ทันได้ง่ายๆ
การรู้มูลค่าของตัวเองและพยายามเพิ่มมูลค่านั้นอยู่เสมอ ไม่ได้ทำให้ใครกลายเป็นคนไม่ซื่อสัตย์ต่อองค์กร ตรงกันข้าม มันคือการซื่อสัตย์กับชีวิตทางการเงินของตัวเอง เพราะในโลกความจริง ความภักดีเป็นเรื่องสวยงาม แต่ถ้ามันต้องแลกกับการที่ฐานรายได้ของเราถูกตรึงไว้จนกระทบทั้งแผนการออม การลงทุน และความมั่นคงในระยะยาว นั่นอาจเป็นต้นทุนที่แพงเกินไปโดยไม่รู้ตัว
ที่มา : Adecco Thailand
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney