สรุปจบในที่เดียว! ยื่นภาษีปี 2568 จุดไหนเสี่ยงพลาด รู้ทัน-แก้ก่อนกดส่ง ได้เงินคืนครบ

Personal Finance

Financial Planning

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

สรุปจบในที่เดียว! ยื่นภาษีปี 2568 จุดไหนเสี่ยงพลาด รู้ทัน-แก้ก่อนกดส่ง ได้เงินคืนครบ

Date Time: 14 ม.ค. 2569 17:36 น.

Video

ยุคนี้เก็บเงินอย่างเดียวไม่พอ! Gen Z มั่งคั่งได้ไง? กับ ท็อป Bitkub | Thairath Money Night Stand EP.29

Summary

ยื่นภาษีปี 2568 ไม่พลาดได้เงินคืนครบ ต้องเช็กจุดเสี่ยงไหนบ้าง สรุปทั้งเงื่อนไขการโอน LTF ไป ThaiESGX, ประกันสุขภาพ ไปจนถึงการดึงข้อมูลจาก ระบบ D-MyTax

Latest


กลับมาอีกครั้งกับฤดูกาลยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา งวดปี 2568 นี้หลายคนรีบยื่นฯ เพื่อที่เราจะได้เงินคืนมาต่อชีวิตกันไป แต่ความเร็วอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้เราได้เงินภาษีคืน ความถูกต้องของข้อมูลที่เรายื่นแบบฯ ไปก็สำคัญ

วันนี้ Thairath Money อยากชวนมาเช็กลิสต์ “สิ่งที่ต้องระวังพลาด” ในการยื่นภาษีฯ เพื่อให้เราได้เงินคืนภาษี เร็วทันใจ ราบรื่น 

1. เข้าใจผิดว่า โอนย้ายจาก LTF ไป ThaiESGX “ตอนไหน เท่าไรก็ลดหย่อนภาษีฯ ได้ทุกบาท”

ช่วงที่ผ่านมา กองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือ LTF ครบกำหนดไปแล้ว แต่หลายคนยังขาดทุน จนปี 2568 ภาครัฐเหมือนจัดโปรโมชันพิเศษให้ โอนย้าย LTF ไปกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (ThaiESGX) แล้วได้สิทธิลดหย่อนภาษี

แต่การจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี มีเงื่อนไขสำคัญอยู่ 3 ข้อ (ข้อมูลจาก ก.ล.ต.) คือ 

- ไม่ขาย และไม่สับเปลี่ยนหน่วย LTF (ไม่ว่าจะเป็นสับเปลี่ยนไปยัง LTF อื่น ทั้งภายใต้ บลจ. เดียวกัน หรือข้าม บลจ.) ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. 68 เป็นต้นไป

-  ต้องสับเปลี่ยนหน่วย LTF ที่ถือครอง “ทั้งหมด” ของทุกกอง ทุก บลจ. ไป Thai ESGX ทั้งหมด ภายใน พ.ค. - มิ.ย. 68

- ถือครองหน่วย 5 ปี วันชนวัน นับแต่วันที่สับเปลี่ยนหน่วย LTF ไป Thai ESGX

ถ้าทำครบทั้ง 3 ส่วนนี้ จะได้วงเงินลดหย่อนสูงสุด 500,000 บาท ไม่ได้ใช้สิทธิในปีเดียวแต่จะทยอยลดหย่อน 5 ปี ตั้งแต่ปีภาษี 2568 - 2572 แบ่งเป็น

ปี 2568 สูงสุด 300,000 บาท

ปี 2569 - 2572  สูงสุดปีละ 50,000 บาท (ลดหย่อนเฉลี่ยเท่ากัน 4 ปี)

ส่วนใครที่มีเงินในกองทุน LTF เกิน 500,000 บาท (เพราะเงื่อนไขคือต้องโอนย้ายไปทั้งก้อน) ส่วนที่เกิน 500,000 บาท จะไม่สามารถลดหย่อนภาษีได้ แต่ยังต้องถือครองเงินลงทุนก้อนนี้อย่างน้อย 5 ปีเต็มอีกด้วย

2. เข้าใจผิดว่า จ่ายลดหย่อนไปเท่าไร “ได้เงินภาษีคืนทั้งก้อนนั้น”

ตัวอย่างเช่น บางคนเข้าใจว่า ถ้าซื้อกองทุนรวม/ประกันชีวิตลดหย่อนภาษีฯ 100,000 บาท จะได้เงินคืนภาษีทั้งก้อนนั้นเลย แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะ “เงินคืนภาษี” หรือลดหย่อนได้กี่บาทขึ้นอยู่กับฐานรายได้สุทธิอยู่ในขั้นไหนด้วย เพราะประเทศไทยใช้อัตราภาษีขั้นบันได (0-20% ของเงินได้สุทธิแต่ละขั้น) ยิ่งมีรายได้ขั้นสูงๆ อัตราภาษีที่คูณเข้าไปก็เพิ่มขึ้นไปด้วย เช่น ช่วงฐาน 10% ซื้อประกันฯ เพื่อลดหย่อนภาษี จะประหยัดภาษีได้ราว 10,000 บาท เป็นต้น

3. เข้าใจผิดว่า ประกันสุขภาพลูก ลดหย่อนภาษีได้ 

เบี้ยประกันสุขภาพสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาทเป็นเรื่องจริง แต่มีเงื่อนไขคือ เบี้ยประกันสุขภาพของตนเอง บิดา/มารดา และคู่สมรส (สูงสุด 15,000 บาทต่อผู้เอาประกัน) เท่านั้น ซึ่งทั้งพ่อแม่ และคู่สมรสต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี ดังนั้นการซื้อประกันสุขภาพให้ลูกยังไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้

4. เข้าใจผิดว่า มีรายได้จะยื่นแบบไหนก็ได้ 

แท้จริงแล้ว กรมสรรพากรแยกรายได้ที่ต้องเสียภาษีไว้ 8 แบบด้วยกัน ได้แก่

40(1) รายได้จากการจ้างแรงงาน – เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เงินบำนาญ

40(2) รายได้จากงานครั้งคราว – ค่านายหน้า เบี้ยประชุม ค่าที่ปรึกษา

40(3) ค่าลิขสิทธิ์ / ค่ากู๊ดวิลล์

40(4) ดอกเบี้ย เงินปันผล ส่วนแบ่งกำไร

40(5) รายได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน เช่น บ้าน คอนโด รถยนต์

40(6) วิชาชีพอิสระ เช่น แพทย์ ทนายความ สถาปนิก วิศวกร นักบัญชี

40(7) รายได้จากการรับเหมา (มีทั้งค่าแรงและวัสดุ)

40(8) รายได้จากการทำธุรกิจ เช่น ร้านค้าออนไลน์ เกษตร อุตสาหกรรม การขนส่ง

หน้าที่ของประชาชนคนไทยที่ต้องยื่นภาษีอย่างเราก็ต้องยื่นให้ถูกต้องไปด้วย เช่น ถ้าเราเป็นฟรีแลนซ์ที่รับเหมาก่อสร้าง สามารถยื่น 40(7) แต่ใส่ผิดไปที่ช่อง (40(2) ก็อาจทำให้เราหักค่าใช้จ่ายได้น้อยกว่าความเป็นจริง หรือถ้ายื่นผิดทางสรรพากรก็จะมาติดตามทวงถามได้ 

5. เข้าใจผิดว่า ข้อมูลภาษีฯ ที่แสดงบน ระบบ D-MyTax ถูกต้องเสมอ
ข้อมูลในระบบสรรพากรที่เราเห็นบน ระบบ D-MyTax ชื่อเต็ม Digital MyTax ซึ่งเป็นบริการภาษีออนไลน์แบบ One Portal ของกรมสรรพากร (มีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล) ไม่ใช่ข้อมูลเบ็ดเสร็จที่ครบถ้วนหรือถูกต้องที่สุด โดยตามเงื่อนไขของสรรพากรคือ แม้จะรวบรวมข้อมูลมาให้ใน D-MyTax แล้ว แต่เป็นหน้าที่ของผู้ยื่นภาษีฯ จะต้องตรวจสอบอย่างครบถ้วนก่อนยื่นแบบฯ ถ้าผิดก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง ปรับแก้ไข หรืออื่นๆ ตามกระบวนการไป

ดังนั้น ช่วงต้นปี 2569 ที่ต้องยื่นภาษีฯ นี้ นอกจากต้องเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน ยังต้องเช็กลิสต์ทั้ง 5 ข้อด้านบน ซึ่งเราสามารถยื่นแบบฯ ได้ในช่วง ม.ค. - มี.ค. 2569 (ถ้ายื่นแบบออนไลน์จะได้ถึงวันที่ 8 เม.ย. 69) แต่แนะนำว่ายื่นในช่วงเดือน ก.พ. 69 บริษัทต่างๆ น่าจะส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรอย่างครบถ้วน ทำให้เราตรวจสอบข้อมูลภาษีได้ง่ายขึ้น 


ที่มาข้อมูล กรมสรรพากร, ก.ล.ต., SET


อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ