
ในวันที่ภาพรวมเศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยง ทั้งผลกระทบจากสงครามที่อาจดันต้นทุนพลังงานให้พุ่งสูงขึ้น และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ จนช่วงที่ผ่านมาสินเชื่อ SME ในตลาดหดตัวต่อเนื่อง
แต่ธนาคารที่โฟกัสใน SME อย่างธนาคารไทยเครดิต (CREDIT) ยังเดินหน้าต่อไป โดย “รอยย์ ออกุสตินัส กุนารา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต เล่าว่าแม้สงครามที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบบ้าง แต่มองว่ายังไม่กระทบต่อกลุ่มลูกค้า SME และ Micro SME มากนัก อย่างไรก็ตามหากราคาน้ำมันและพลังงานจะปรับตัวขึ้นอาจส่งผลกระทบต้นทุนของ SME ในระยะข้างหน้า
ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้า SME อาจมีความเสี่ยงที่สูง แต่ธนาคารจะคัดกรองลูกค้าที่มีคุณภาพและยังเน้นปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง โดยในปี 2569 จะมุ่งเน้นกลุ่ม Micro SME ซึ่งปีที่ผ่านมามีสัดส่วนสินเชื่อคงค้าง 12% ของพอร์ตรวมและมีฐานลูกค้าในสัดส่วน 84% จาก 305,928 บัญชี
“Micro SME เป็นกลุ่มที่ทุกธนาคารอยากเข้าถึง แต่ด้วยต้นทุนที่สูงกว่า ก็ทำให้เราต้องเร่งพัฒนาด้านดิจิทัลให้ต้นทุนในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ลดลงให้ได้” รอยย์ กล่าว
หัวใจสำคัญของกลุ่มลูกค้า Micro SME และสินเชื่อนาโน ส่วนใหญ่ลูกค้ากลุ่มนี้มักไม่ได้สนใจว่าจะได้อัตราดอกเบี้ยสูงหรือต่ำ แต่สนใจว่าได้เงินกู้หรือเปล่า แล้วต้องผ่อนเดือนละเท่าไหร่ ผ่อนไหวแค่ไหน ดังนั้นธนาคารฯ จะเน้นการบริการและสร้างความเข้าใจกับลูกค้าเพื่อให้ขอสินเชื่อเท่าที่ผ่อนไหว และทำให้ธุรกิจเติบโตได้
เมื่อถามว่าต้องกดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อแข่งขันในตลาดไหม ทางธนาคารฯ ตอบว่าปัจจุบันความต้องการสินเชื่อของ SME ยังคงมีอยู่สูง ในขณะที่ธนาคารอื่นๆ เริ่มถอยห่าง ดังนั้นจะไม่ได้ปรับลดดอกเบี้ยลงเพื่อแข่งขัน แต่เน้นด้านการบริการมากกว่า ในแต่ละกลุ่มลูกค้าจะมีสินเชื่อดังนี้
แต่ละกลุ่มจะมีอัตราดอกเบี้ยราว 24% ต่อปี
ขณะที่ด้านหนี้เสีย หรือ NPL ในภาพรวมของธนาคารปี 2568 อยู่ที่ 4.2% ถือว่าต่ำกว่าอุตสาหกรรมในเซกเตอร์เดียวกัน แบ่งเป็น สินเชื่อนาโน NPL อยู่ที่ 10%, Micro SME อยู่ที่ 3.8% และ SME ทั่วไป โดยเฉพาะที่เป็นรายใหญ่เกิน 30 ล้านบาทขึ้นไป อยู่ที่ต่ำ 1% ส่วน Home for cash (สินเชื่อบ้าน) อยู่ที่ 1-2% (เพราะให้ LTV ไม่เกิน 100%) ส่วนปี 2569 ธนาคารตั้งเป้าขายหนี้เสียออกราว 1,500-2,000 ล้านบาท เพื่อรักษาคุณภาพพอร์ตให้แข็งแกร่ง
การทำต้นทุนให้มีประสิทธิภาพต้องใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาลดต้นทุนลงโดยช่วงที่ผ่านมาเริ่มวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานใหม่ผ่านการยกระดับ Core Banking สู่ "Full Digital Banking Platform" อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะใช้งบกว่า 600 ล้านบาท คาดว่าต้นปี 2570 นี้จะเสร็จสิ้นและในอนาคตจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายฯ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญมาต่ำกว่า 40% ส่วนภายในไตรมาส 1 ปี 2569 นี้จะเปิดตัวแพลตฟอร์ม “alpha SME” เพื่อต่อยอดฐานข้อมูลและเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงลึก รองรับธุรกรรมที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ปี 2569 ธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อเติบโตสูงกว่า 10% ต่อเนื่องจากปี 68 ที่โต 11.5% แม้คาดการณ์ GDP ไทยปี 69 อาจต่ำกว่าปีก่อนหน้า แต่เชื่อว่ามาตรการกระตุ้นจากรัฐบาลและการค้ำประกันสินเชื่อจาก บสย. จะช่วยให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น โดยไทยเครดิตวางเป้าหมายในระยะยาวว่า ภายในปี 2572 พอร์ตสินเชื่อจะเติบโตขึ้นถึง 2 เท่า แตะระดับ 280,000 - 300,000 ล้านบาท และก้าวขึ้นเป็นธนาคารขนาดกลาง
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney