
ทำไม ? เราถึงกล้ากดสั่งของราคาหลักหมื่น ได้ในไม่กี่วินาที? สำรวจกลไกจิตวิทยาที่เปลี่ยน "ความชั่ววูบ" ให้กลายเป็นยอดขายผ่านระบบ "ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง" ที่อนุมัติง่ายและไว พร้อมกับ "หนี้สิน"
ในยุคที่เราเห็นเพื่อนร่วมงานสั่งชานมไข่มุกผ่านแอปฯ เห็นคนบนรถไฟฟ้าหิ้วกล่องสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด หรือเห็นน้องนักศึกษาอัปเดตแฟชั่นใหม่ทุกสัปดาห์
ภาพความคล่องตัวเหล่านี้อาจไม่ใช่ภาพสะท้อนของความมั่งคั่งเสมอไป แต่มันคือภาพของระบบนิเวศ Buy Now, Pay Later (BNPL) “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” ที่กำลังเปลี่ยนนิยามของการ “ติดหนี้” ให้กลายเป็นเรื่องของความสะดวกสบายเพียงปลายนิ้ว
เราเคยสงสัยไหมว่าทำไมเราถึงกล้าตัดสินใจซื้อของราคาหลักพันหลักหมื่นได้ในไม่กี่วินาที? คำตอบไม่ได้อยู่ที่ความร่ำรวย แต่อยู่ที่กลไกจิตวิทยาที่ถูกฉีดผ่าน Easy UX (User Experience) ที่เรียบง่ายจนสมองส่วนหน้าไม่ได้ทันคิด
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า เหตุผลหลักที่คนไทยหลงรักระบบนี้คือ “ขั้นตอนการสมัครที่ง่ายและอนุมัติไว” ถึง 34.6 %
ความลื่นไหลนี้ ทำหน้าที่เป็นเหมือน “ยาชา” ที่เข้าไปลดทอนความรู้สึกผิดหรือความเจ็บปวดเวลาจ่ายเงิน (Pain of Paying) ซึ่ง สศช. ยังยืนยันด้วยว่าผู้ใช้ 62.3% ตัดสินใจซื้อเร็วขึ้นทันทีเมื่อเห็นปุ่มที่ผ่อนชำระได้ มันเปลี่ยนจากการต้องควักเงินก้อนโตที่ทำให้ใจหาย เป็นเพียงการตกลงจ่ายเงินจำนวนน้อยๆ ในงวดแรก จนสมองหลั่งสารโดปามีนออกมาเสพติดความสุขจากการครอบครองในทันที โดยหลงลืมภาระที่จะตามมาในอีกหลายเดือนข้างหน้า
ความน่าสนใจของ BNPL ในบริบทไทยคือการเข้าไปทำหน้าที่เป็น “เครือข่ายความปลอดภัยปลอมๆ” (Safety Net) ให้กับกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุด
ในรายงานชุดเดียวกัน ยังชี้ให้เห็นความจริงที่น่าตกใจว่า กลุ่มผู้ใช้หลัก 37 % คือผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท และในกลุ่ม Gen Z นั้น กว่า 63.3 % มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์นี้ด้วยซ้ำ
นั่นจึงชี้ชัดได้ว่า สำหรับคนกลุ่มนี้ BNPL ไม่ใช่แค่เรื่องของความฟุ่มเฟือย แต่มันคือการ “ขายความหวังล่วงหน้า” ว่าเดือนหน้ารายได้จะดีขึ้น หรือจะมีเงินมาจ่ายทันท่วงที ทั้งที่ผู้ใช้เกือบครึ่งหนึ่ง ( 49.4% ) มีหนี้อุปโภคบริโภคติดตัวอยู่แล้ว ระบบนี้จึงดึงดูดกลุ่มผู้มีรายได้น้อยด้วยการไม่ต้องมีหลักประกันหรือบัตรเครดิต ขอเพียงมีบัตรประชาชนใบเดียวก็สามารถหยิบยืมเงินในอนาคตมาประทังความต้องการในปัจจุบันได้
กลายเป็นวงจรการเลื่อนความพินาศทางการเงินออกไปทีละงวด ที่หลายคนมองว่าเป็นการบริหารสภาพคล่อง แต่จริงๆ มันคือความเสี่ยงที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
ในมุมของผู้ค้า BNPL คือจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่เปลี่ยน "ยอดแชร์" ใน TikTok หรือดราม่าโซเชียลให้กลายเป็น "ยอดขาย" ได้ทันที ข้อมูลจาก สศช. ระบุว่าสินค้าที่นิยมที่สุดคือเทคโนโลยี แฟชั่น และความงาม ซึ่งเป็นสินค้าที่มูลค่าลดลงทันทีที่ซื้อ โดยผู้ใช้ถึง 57.6% ยอมรับตรงๆ ว่าพวกเขาจะซื้อของไม่จำเป็นมากขึ้นถ้าสามารถผ่อนได้
นี่คือหัวใจของ “เศรษฐกิจชั่ววูบ” (Impulse Economy) ที่สร้างยอดขายมหาศาลให้กับร้านค้าในระยะสั้น ขณะข้อมูลจากบริษัท Atome ระบุว่า BNPL ยังช่วยเพิ่มมูลค่าการซื้อเฉลี่ยต่อครั้งได้ถึง 35%
อย่างไรก็ตาม ยอดขายที่พุ่งสูงนี้อาจเป็นเพียง "ยอดขายที่ยืมมาจากอนาคต" เพราะมันสร้างขึ้นบนพฤติกรรมที่ 47.5 % ของผู้ใช้เลือกจะให้รางวัลตัวเองก่อนคิดถึงการออม
เมื่อผู้บริโภคขาดวินัย ผลกำไรของผู้ค้าและผู้ให้บริการก็ยิ่งเติบโตขึ้นจากค่าธรรมเนียมและค่าปรับ ดังเช่นกรณีในต่างประเทศ ของ Klarna (บริษัท Fintech สัญชาติสวีเดน)ที่มีรายได้จากค่าปรับ / ค่าธรรมเนียมการชำระล่าช้าในปี 2567 สูงถึง 254 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นี่คือเครื่องยืนยันว่า ยิ่งผู้บริโภคประเมินความสามารถตัวเองผิดพลาดเท่าไหร่ และยิ่งขาดวินัยทางการเงินมากแค่ไหน กำไรของผู้ให้บริการก็ยิ่งขยายตัวขึ้นเท่านั้น
สรุปแล้ว BNPL กำลังเปลี่ยนทัศนคติของคนรุ่นใหม่ให้เลือก “ให้รางวัลตัวเองก่อนออม” ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่ากลัวกว่าตัวเลขหนี้สินเสียอีก หากเรายังมองว่าความสะดวกสบายในหน้าจอเป็นเพียงความก้าวหน้าทางการเงิน โดยไม่เท่าทันกลไกยาชาที่ปิดบังความจริงของสถานะทางการเงินไว้ เราอาจตื่นมาพบว่า “ความสุขที่ได้รับทันที” ในวันนี้ คือภาระที่ขโมยอิสรภาพทางการเงินของเราไปตลอดกาล
ที่มา : สภาพัฒน์ฯ ,กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ,โรงพยาบาลพญาไท
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney