กับดัก “รวยเร็ว” ที่คนธรรมดาต้องเจ็บ ถอดรหัสจิตวิทยาความเสี่ยง ทำไมรวยง่ายแต่มักรวยไม่นาน?

Personal Finance

Financial Planning

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

กับดัก “รวยเร็ว” ที่คนธรรมดาต้องเจ็บ ถอดรหัสจิตวิทยาความเสี่ยง ทำไมรวยง่ายแต่มักรวยไม่นาน?

Date Time: 4 ม.ค. 2569 08:00 น.

Video

เมื่อเด็ก ป.6 (11 ขวบ) สร้างรายได้ "หลักแสน" แซงหน้าคนทำงาน! l Money Secret EP.12

Summary

อยากรวยเร็วแบบยั่งยืนต้องเลี่ยงกับดัก FOMO และ Self-Serving Bias ที่เน้นใช้อารมณ์นำหน้าเหตุผล ควรศึกษาข้อมูลเชิงลึกก่อนลงทุนเสมอ กระจายความเสี่ยงให้เหมาะสม และบริหารการเงินให้สมดุล เพื่อป้องกันภาวะรวยชั่วคราว แต่จนถาวรจากไลฟ์สไตล์ที่เกินตัว


Latest


ในยุคโซเชียลมีเดียที่เรามักเห็นภาพความสำเร็จแบบ “อายุน้อยร้อยล้าน” ทั้งการขับรถหรูหรือใช้ชีวิตที่ดูเหมือนง่ายผ่านคำโฆษณาชวนเชื่อ เช่น “เทรดวันเดียวได้หลักแสน” หรือ “ลงทุนหลักหมื่น เปลี่ยนชีวิตเป็นหลักล้าน” ภาพเหล่านี้สร้างความรู้สึกว่าทางลัดสู่ความรวยนั้นหาได้ง่ายและใครก็ทำได้

แต่ในความเป็นจริง “ความฝันอยากรวยเร็ว” มักแฝงไปด้วยความเสี่ยงที่อาจทำให้เราต้องเจ็บตัวหนักกว่าเดิม เพื่อให้คุณวางแผนการเงินได้อย่างมั่นคง นี่คือ "กับดักรวยเร็ว" ที่เราต้องรู้ทันเพื่อหลีกเลี่ยง

กับดักแรก: ลงทุนในสิ่งที่ “ไม่เข้าใจ แต่กลัวตกรถ”

ถ้าย้อนไปช่วงปี 2564 - 2565 คริปโตเคอร์เรนซียังเป็นเรื่องใหม่ มีเหรียญ Meme และอีกหลายอย่างเกิดขึ้นมา ในช่วงที่ฝุ่นตลบนั้นเองมีคนไทยจำนวนไม่น้อย กระโดดเข้าสู่ตลาดคริปโตฯ โดยบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหรียญที่ซื้อไปทำอะไรได้…

รู้แค่ว่า “เพื่อนซื้อแล้วได้” และ “อินฟลูฯ บอกว่าจะขึ้น” แม้บางเหรียญราคาจะพุ่งขึ้น แต่เมื่อไม่เข้าใจตลาด ไม่เข้าใจพฤติกรรมคนในสนาม ไม่ได้วางแผนซื้อขายให้ดี พอราคาดิ่งลงมา ก็ต้องตัดใจขายขาดทุนไป 

สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับวงการคริปโตฯ เท่านั้น แต่เกิดขึ้นมานานแล้วในตลาดหุ้น ที่รายย่อยได้ยินข่าวลือมาว่า หุ้น A จะขึ้น กลัวจะไม่ทันขาขึ้น ก็กระโดดเข้าไปซื้อ โดยไม่รู้จักบริษัทนั้นๆ ด้วยซ้ำ สุดท้ายก็เจ็บตัวกันไปมากมาย 

พฤติกรรมกลัวตกรถแบบนี้เรียกว่า FOMO (Fear of Missing Out) ที่นักลงทุนใช้อารมณ์และความรู้สึกในการลงทุน จึงเสี่ยงที่จะขาดทุนทั้งในระยะสั้น และระยะยาว

ทางแก้: คำนี้อาจจะดูน่าเบื่อ แต่ก่อนลงทุน “ต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียด” วางแผนทั้งการเข้าซื้อหรือขายออกไว้เสมอ ที่สำคัญคือ ทำความเข้าใจตัวเองว่าสามารถรับความเสี่ยงได้แค่ไหน พร้อมแค่ไหนที่จะขาดทุน หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น 

กับดักที่สอง: กำไรที่ได้มาก เสี่ยงได้เต็มที่…

เคยไหมที่รู้สึกว่า ได้กำไรมาแล้ว เราพร้อมจะเสี่ยงมากขึ้นอีก! ตามหลักจิตวิทยาการลงทุนจะเรียกว่า The House Money Effect เช่น ถ้าเราเข้าคาสิโน หรือลงทุนหุ้นสักตัวแล้วได้กำไรมาแบบง่ายๆ แบบฟลุกๆ อาจกล้ามากขึ้นและทุ่มเงินลงทุนเพิ่มอีก

ถึงจะขาดทุนไปบ้าง ก็ยังไม่รู้สึกเสียดาย หรือคิดว่ายังไม่เข้าเนื้อตัวเอง แต่ความรู้สึก “กล้าเสี่ยง” แบบนี้อาจพาเราลงเหวได้ถ้าเราลงทุนเกินตัวโดยไม่ได้วางแผนให้ดี 

ทางแก้: กำไรแล้วมีความสุขได้ แต่เบรกตัวเองไว้ก่อนตัดสินใจลงทุนครั้งใหม่ เพื่อป้องกันการ Overtrade หรือการลงทุนเกินความเสี่ยงที่ตัวเรารับไหว เพราะหากนำกำไรทั้งหมดไปลงทุนต่อโดยไม่วางแผนให้ชัดเจน จากพอร์ตกำไรอาจกลายเป็นขาดทุนได้โดยไม่รู้ตัว

กับดักที่สาม: ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงต่ำมีจริง?

“รับดอกเบี้ย 5 - 8% ต่อปี มีหลักประกัน ไม่เสี่ยง” ใครๆ ก็อยากได้กำไรง่ายๆ แบบนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นหุ้นกู้ หรือการลงทุนประเภทไหน เราต้องตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงของตัวเองอยู่เสมอว่า รับได้ไหมถ้าเขาเบี้ยว 

อย่างปี 2568 นี้ มีหุ้นกู้ในไทยที่ผิดนัดชำระหนี้ (บางเจ้าของเลื่อน/ผ่อนจ่ายผู้ถือหุ้นกู้) ถ้าย้อนไปยังมีเคสบริษัททุจริตที่ทำให้ เงินเก็บของหลายคนสูญไปอย่างไม่คาดคิด หรือเคสที่แย่ที่สุด บางคนเจอมิจฉาชีพหลอกลงทุนหมดเงินไปหลายแสนหลายล้านบาท

ทางแก้: กระจายความเสี่ยง แบ่งสัดส่วนในการลงทุนทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งเราต้องเช็ก ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด เช่น ความน่าเชื่อถือของบริษัท, ผลการดำเนินงาน, การจดทะเบียน, ใบอนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการโอนเงินไปสู่มิจฉาชีพ

กับดักที่สี่: รวยแล้วจะใช้เงินยังไงก็ได้ 

ถูกหวย 60 ล้าน แต่ต่อมาจนกว่าเดิม… หรือเคสที่คนทำธุรกิจรวยหลายสิบล้านแต่ไม่นานก็จนลง เราเห็นข่าวแบบนี้กันบ่อยครั้งในไทย ส่วนหนึ่งก็เพราะทักษะการรักษาเงินไม่ง่าย หลายคนติดกับดักความหรู (Lifestyle Inflation) พอมีเงินเข้าเร็ว เรามักยกระดับการใช้ชีวิตทันทีเพื่อตอบสนองอัตตา รายจ่ายเหล่านี้เป็น “ค่าใช้จ่ายถาวร” ในขณะที่รายได้จากความเสี่ยงนั้นเป็น “สิ่งชั่วคราว”

ในด้านการลงทุน บางคนติดกับดักความมั่นใจ (Self-Serving Bias) เช่น เมื่อลงทุนได้กำไรก้อนโตในเวลาสั้นๆ สมองจะสั่งให้เราเชื่อว่านั่นคือ “ฝีมือ” ไม่ใช่ “โชค” ความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้เราละเลยการกระจายความเสี่ยง และทุ่มสุดตัวในครั้งต่อไปจนหมดตัว

ทางแก้: วางแผนชีวิตให้ตอบโจทย์ความต้องการจริงๆ ของเรา ไม่ว่าจะ เงินสด, สภาพคล่อง, หนี้สิน, ของที่อยากได้, ทรัพย์สินที่สำคัญต่อการใช้ชีวิต ต้องวิเคราะห์ให้ชัดเจนว่า เท่าไรถึงจะเพียงพอ และสิ่งที่กำลังจะซื้อเพิ่ม จำเป็นแค่ไหน สิ่งที่จะลงทุนเพิ่มเรารับความเสี่ยงได้แค่ไหน 

ที่สำคัญ อย่าลืมวางแผนเงินสำรองฉุกเฉินไว้อย่างน้อย 3 - 6 เดือน (บางคนอาจวางแผนยาว 6 - 24 เดือน) ในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด พร้อมถอนเมื่อเจอเรื่องไม่คาดคิด 

ที่มาข้อมูล: yahoo!finance, Investopedia, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, PI SECURITIES PCL




อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ