
สรุป 5 เทคนิคเปลี่ยนการช้อปแบบเผลอๆ มาเป็นการวางแผนซื้อหรือผ่อนของที่อยากได้แบบคุ้มๆ ดีต่อแผนการเงินในวันนี้ และอนาคต
Thairath Money รวบรวม 5 เทคนิคเปลี่ยนการช้อปแบบ “วู่วาม” มาเป็นการวางแผนแบบ “ชาญฉลาด” ให้เราได้ทั้งของที่อยากได้ และกระเป๋าเงินยังแข็งแรง
ก่อนจะหยิบบัตรเครดิตมารูดปรื๊ด ลองถามตัวเองว่าจะซื้อไปทำไม? เพราะหลายคนอาจตกหลุมพราง Diderot Effect หรืออาการ ของมันต้องมีเพิ่ม แม้จะไม่อยากได้จริงๆ เช่น หลังซื้อไอโฟนเครื่องใหม่มาแทนเครื่องเดิม แต่เราก็ต้องมีเคสใหม่ที่สมมง หูฟังก็ต้องรุ่นใหม่เหมือนกัน และอีกบลาๆ นี่อาจทำให้งบบานปลายกว่าที่คิด หรือปีหน้าทั้งปีอาจต้องจ่ายค่าของใหม่ที่งอกขึ้นมา
ดังนั้น เราต้องแยกให้ออกระหว่าง ของจำเป็น กับ ของอยากได้ มีอีกเคล็ดลับที่ปรับใช้กันได้คือ
“กฎ 48 ชั่วโมง” ถ้าผ่านไป 2 วันยังอยากได้อยู่ค่อยพิจารณา แต่ต้องมั่นใจว่าจ่ายไหวทั้งตอนนี้และในอนาคต (ถ้าของชิ้นใหญ่อย่างบ้าน หรือ รถก็ต้องใช้เวลามากขึ้นไปอีก)
ถึงเราจะได้โปรโมชันผ่อน 0% ต่อเดือน แต่ต้องติดเสมอว่า นี่คือเงินของเราที่สามารถนำไปลงทุน ไปฝากธนาคารให้ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น มือถือเดิมยังใช้ได้ดี แต่อยากได้มือถือใหม่ 50,000 บาท ผ่อนดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 10 เดือน ฟังดูคุ้มมากๆ แต่ถ้าเราเอาเงินก้อนนี้ไปฝากธนาคาร หรือ ลงทุน แม้จะได้เงินกลับมาไม่มาก แต่กระเป๋าเงินของเราก็ยังเป็น “บวก” ไม่ใช่ “ลบ”
ข้อนี้ไม่ได้บอกว่าการผ่อน 0% ไม่ดี แต่เราต้องมั่นใจให้ได้ว่า เงินที่เราหามา ควรใช้จ่ายให้ชีวิตเราดีขึ้นทั้งวันนี้และในอนาคต
ถ้าจะช้อปทั้งที เราต้องคุ้มที่สุด มี 2 - 3 เรื่องที่ต้องคิดก่อนเปย์
ผ่อน 0% vs จ่ายสด: ถ้าจ่ายสดแล้วได้ส่วนลดเพิ่ม (On-top) มากกว่า 3 - 5% การจ่ายสดอาจคุ้มกว่า แต่ถ้าไม่มีส่วนลด การผ่อน 0% แล้วนำเงินก้อนไปพักในบัญชีเงินฝากดิจิทัลดอกเบี้ยสูง (เช่น 1.5% - 1.8% ต่อปี) จะทำให้เราได้ “กำไร” จากส่วนต่างดอกเบี้ย
ดอกเบี้ยคงที่ vs ลดต้นลดดอก: อย่าดูแค่ค่างวด หรือดอกเบี้ยรายเดือน ถ้าเกิดเราต้องผ่อนแบบจ่ายดอกเบี้ย (เช่น สินค้าบางกลุ่มหรือบัตรกดเงินสด) ต้องคำนวณให้ดี เพราะอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบัตรเครดิตปกติจะสูงสุดอยู่ที่ 16% ต่อปี ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลอาจสูงถึง 25% ต่อปี
ถ้าไม่เช็กให้ดี เราอาจจ่ายดอกเบี้ยในระยะยาวโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นก่อนช้อป เราอาจเช็กรายละเอียดของสินเชื่อแต่ละแบบได้ที่เว็บไซต์ของศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือถ้าเปย์ของใหญ่ หาโปรโมชันคุ้มๆ ตามเว็บไซต์ของร้านค้าหรือ แบรนด์บัตรเครดิตก่อนก็ได้
อยากได้ของ 20,000 บาท ผ่อนเดือนละ 2,000 บาท นาน 10 เดือน แน่นอนว่าสิ้นเดือนนี้มีจ่ายแน่ แต่อีก 9 เดือนล่ะมีไหม? นี่เป็นคำถามที่เราต้องคิดก่อนช้อปเสมอ เพราะเราไม่รู้ว่า เรื่องไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นไหม ดังนั้นก่อนช้อป อาจเตรียมเงินสำรองอีก 3 - 6 เท่าของค่างวดไว้ก่อน
เช่น เกิดผ่อนของไป 3 เดือนแต่หลังจากนั้น รายได้สะดุด งานมีปัญหา จ่ายค่างวดไม่ได้จากของที่ทำให้เราแฮปปี้อาจสร้างภาระให้เราแทน
การมีหนี้ หรือสินเชื่อไม่ใช่ปัญหาของชีวิต ถ้าหนี้นั้นเราวางแผนให้รอบด้านและจ่ายไหว อย่างของชิ้นใหญ่ๆ เช่น รถ หรือ บ้าน เราไม่จำเป็นต้องรอให้มีเงินเป็นล้านก่อนค่อยซื้อ ถ้าคิดไว้แล้วว่า “จำเป็น” ราคานี้โอเคกับกระเป๋าเงินของเรา ก็อาจเลือกการผ่อนแทน
แต่ถ้าเรามีภาระผ่อนอย่างอื่นอีกล่ะ ไม่ว่าจะมือถือ ค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ ถ้ามีรายได้ 20,000 บาท/เดือน จะใช้เงินทั้งหมดมาจ่ายค่างวดก็คงไม่ได้ เพราะชีวิตต้องกิน ต้องใช้ ดังนั้นตามทฤษฎีแล้ว การผ่อนภาระหนี้ไม่ควรเกิน 30 - 40% ของรายได้ในแต่ละเดือน จากตัวอย่างนี้ ค่างวด ค่าผ่อนต่างๆ ไม่ควรเกิน 6,000 - 8,000 บาทต่อเดือน
ทั้ง 5 ข้อนี้ไม่ได้สรุปว่า ชีวิตเราต้อง “งด” ซื้อของไม่จำเป็น เพียงแต่เราต้อง “จัดระเบียบ” การเงินให้ดี เข้าใจเลยว่าการให้รางวัลตัวเอง ให้มีแรงทำงานต่อไป แต่ของเหล่านี้ต้องไม่กระทบกับ แผนชีวิตดีที่เราวางไว้ในระยะยาว
ที่มา ธนาคารแห่งประเทศไทย, บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney