โบรกฯ วิเคราะห์ TU ถอนลงทุน “เรด ล็อบสเตอร์” เจ็บแต่จบ สร้างความมั่นคงระยะยาว

Personal Finance

Financial Planning

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

โบรกฯ วิเคราะห์ TU ถอนลงทุน “เรด ล็อบสเตอร์” เจ็บแต่จบ สร้างความมั่นคงระยะยาว

Date Time: 17 ม.ค. 2567 14:27 น.

Video

บุกโรงงานญี่ปุ่น ทัวร์ Glico ยักษ์ใหญ่อาหาร 3 แสนล้านเยน | BrandStory EP.27

Summary

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ได้มีการแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ถึงการถอนการลงทุนจากการถือหุ้น 49% ใน Red Lobster เชนภัตตาคารอาหารทะเลรายใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลกับนักลงทุนทันทีหลังประกาศข่าว แต่อย่างไรก็ตามในมุมนักวิเคราะห์ต่างมองว่า จะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทในระยะยาว

Latest


กลายเป็นข่าวอึกทึกครึกโครมเมื่อ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ได้มีการแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ถึงการถอนการลงทุนจากการถือหุ้น 49% ใน Red Lobster เชนภัตตาคารอาหารทะเลรายใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง หลังจากเข้าลงทุนตั้งแต่ปี 2559  

โดยในมุมนักวิเคราะห์มองว่าช่วยสร้างความมั่นคงในระยะยาว พร้อมหาวิธีการ บันทึกการรับรู้ผลขาดทุนกว่า มูลค่าประมาณ 18,500 ล้านบาท ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลกับนักลงทุนทันทีหลังประกาศข่าว แต่อย่างไรก็ตามในมุมนักวิเคราะห์ เขามองว่า จะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทในระยะยาว 

บล.พาย มอง เจ็บแต่จบ เป็นเพียงปัจจัยลบระยะสั้น

ซึ่งทาง บริษัทหลักทรัพย์ พาย ได้มีการระบุภายหลัง TU แจ้งตลาดถึงการถอนการลงทุนใน Red Lobster ว่า ผลกระทบเบื้องต้นเลยคือ TU ต้องมีการบันทึกการด้อยค่าเงินลงทุนทั้งจำนวนมูลค่ารวมประมาณ 18,500 ล้านบาท โดยจะรับรู้เข้ามาในช่วง Q4/66 นี้ทันที 

ซึ่งทำให้ผลประกอบการในงวดดังกล่าวมีโอกาสจะเห็นผลขาดทุนอย่างมาก จากเดิมที่เคยคาดว่าจะมีกำไรประมาณ 1,500 ล้านบาท (จะมีการประชุมกับบริษัทเพื่อประเมินผลประกอบการงวด 4Q23 ก่อนจะมีบทวิเคราะห์ตามมา) และทำให้ผลประกอบการทั้งปีพลิกจากที่คาดว่าจะมีกำไรกว่า 4,800 ล้านบาทเป็นขาดทุนทันที (9M23 TU มีกำไรสุทธิ 3,256 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม รายการดังกล่าวเป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด ทำให้ TU จะมีการขอผ่อนปรนกับผู้ถือหุ้นกู้ หรือเจ้าหนี้ เพื่อให้สามารถจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการทั้งปีได้ (โดยจ่ายจากผลประกอบการที่ไม่รวมรายการด้อยค่าดังกล่าว) ทั้งนี้เรามองว่าการทำดังกล่าวจะเป็นผลดีระยะยาวที่ไม่ต้องรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนเข้ามาปีละกว่า 500-1,000 ล้านบาท

โดย TU มีการแจ้งตลาดหลักทรัพย์ถึงการถอนการลงทุนใน Red Lobster หลังจากเข้าลงทุนมาตั้งแต่ปี 59 โดยแบ่งการลงทุนเป็นหุ้นสามัญ 25% และหุ้นกู้แปลงสภาพ มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 580 ล้านเหรียญฯ ซึ่งปัจจุบันเงินลงทุนทั้งหมดมีมูลค่าประมาณ 530 ล้านเหรียญฯ หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 18,500 ล้านบาท 

ส่วนสาเหตุที่ถอนการลงทุนเนื่องจาก TU มีการวางแผนการเติบโตไปถึงปี 30 โดยจะหันไปเน้นธุรกิจหลักอย่างกลุ่มอาหารทะเลและอาหารสัตว์เลี้ยงมากขึ้น อีกทั้ง Red Lobster มีความต้องการเงินลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่องแต่ไม่สามารถสร้างผลกำไรได้จึงทำให้ TU ตัดสินใจถอนการลงทุนดังกล่าว

ดังนั้นผลที่เกิดขึ้นทาง บล.พาย มองว่าเป็นปัจจัยลบระยะสั้น แต่ระยะยาว ด้วยไม่ต้องรับรู้ผลขาดทุนจาก Red Lobster ที่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมารับรู้เฉลี่ยปีละกว่า 3,600 ล้านบาท (รวมผลขาดทุนทางบัญชี) แม้จะทำให้มีการจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นและไม่มีดอกเบี้ยรับเข้ามา (เฉลี่ยปีละ 1,000 ล้านบาทแต่หยุดรับรู้ตั้งแต่ Q2/65 ที่ผ่านมา) โดยรวมแล้วคาดว่าจะเป็นผลบวกมากกว่า ซึ่งอาจจะมีการทบทวนประมาณการปี 67 อีกครั้งหลังประกาศผลประกอบการ สำหรับคำแนะนำการลงทุน เรามองว่าการทำดังกล่าวจะเป็นผลดีระยะยาว ดังนั้นยังคงแนะนำให้ “ซื้อ” เช่นเดิม

บล.กรุงศรี แนะ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 20 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี คาดว่า บริษัทฯ จะยังสามารถจ่ายเงินปันผลได้ตามปกติ (ต้องรอการอนุมัติยกเว้นเงื่อนไขจากธนาคาร และผู้ถือหุ้นกู้ก่อน) คาดว่าจะอยู่ที่ 0.57 บาท/หุ้นสำหรับปี 2023 โดยมองบวกกับการดำเนินการครั้งนี้ เพราะการ write down เงินลงทุน จะทำให้ TU ไม่ต้องบันทึกผลขาดทุนจาก RL ซึ่งคาดไว้ที่ 1.2 พันล้าน บาทอีกตั้งแต่ปี 2024F เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้กำไรจากธุรกิจหลัก เพิ่มขึ้น 22.5% ในปี 2024F และ 18.2% ในปี 2025F ดังนั้นจึง ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 20 บาท

ทั้งนี้ TU ซื้อหุ้น 49% ใน RL ที่ราคา USD575 ล้าน เมื่อปี 2017 และ RL ได้กลายมาเป็นประเด็นค้างคาที่กดดันราคาหุ้นมาตลอดเพราะมีผลขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราคาดว่าจะขาดทุนปีละ 1.2 พันล้านบาท และฉุดกำไรของ TU ลงปีละประมาณ 20% เราคาดว่าการ write down มูลค่าการลงทุน 1.85 หมื่นล้านบาทจะทำให้ 1) กำไรจากธุรกิจหลักเพิ่มขึ้น 1.2 พันล้านบาท 

ซึ่งจะทำให้ P/E ปี 2024F ลดลงเหลือ 10.7x จาก 13x 2) ส่วนทุน (equity) ลดลง 1.85 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้สัดส่วนหนี้สิน สุทธิ/ทุน (net D/E) ปี 2024F เพิ่มขึ้นเป็น 0.79 จาก 0.46x และ 3) BV ลดลง เหลือ 13.20 บาท ตอนสิ้นปี 2024F จาก 16.90 บาท ทั้งนี้ จาก valuation ที่ถูกลง และ DPS ที่คาดว่าจะสูงขึ้น (เป็น 0.78 บาท จาก 0.64 บาท) เพราะกำไรที่เพิ่มขึ้น ในปี 2024F ทำให้เรามองบวกกับการ write down ครั้งนี้

นอกจากนี้ TU ยังมีแผนจะใช้งบไม่เกิน 3.6 พันล้านบาท (20 ก.พ. 2024–30 มิ.ย. 2024) เพื่อซื้อหุ้นไม่เกิน 200 ล้านหุ้น (เท่ากับหุ้นละ 18 บาท) เพื่อหนุนราคาหุ้น เพราะผู้บริหารมองว่าราคาหุ้นในปัจจุบันต่ำเกินมูลค่าที่แท้จริง เราคิดว่าประเด็นนี้จะช่วยประคองราคาหุ้นเอาไว้ ในกรณีที่ราคาหุ้นเกิด correction ขึ้นในระยะสั้น

ส่วนราคาเป้าหมายอิงจาก P/E ปี 2024F ที่ 14.3x ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 12.8x เล็กน้อย เนื่องจากกำไรที่เร่งตัวขึ้น โดยความเสี่ยงหลักอยู่ที่ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ