
สุพริศร์ สุวรรณิก สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
หลังจากที่ได้ชวนท่านผู้อ่านไปสำรวจความท้าทายสำคัญๆ ที่ธนาคารกลาง ผู้ได้รับพันธกิจดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนในบทความตอนที่แล้ว และแล้วก็มาถึงตอนสุดท้ายของซีรีส์วิวัฒนาการของธนาคารกลาง ซึ่งถือเป็นบทสรุปว่า ธนาคารกลางควรจะปรับตัวอย่างไรเพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว และธนาคารกลางจำเป็นต้องมีอยู่หรือไม่ ประจวบเหมาะกับการจัดงาน BOT-BIS conference เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้ว่าการธนาคารกลางกว่า 10 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมงานเพื่อหารือการทำหน้าที่ตามพันธกิจหลักของธนาคารกลางท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง ผู้เขียนจึงขอนำข้อคิดดีๆ จากงานวันนั้นมาผนวกเข้ากับบทความวันนี้ด้วยครับ
การดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสาธารณชนและเอื้อให้เกิดการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน หลายประเทศทั่วโลกกำลังประสบกับภาวะเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและผันผวนจากทั้งปัจจัยเชิงวัฏจักร (การขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจ) และปัจจัยเชิงโครงสร้าง (เช่น climate shock และ geopolitical risk ดังที่ได้กล่าวในบทความก่อน) ทำให้ธนาคารกลางต้องดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมาย โดยต้องทำความเข้าใจและเตรียมรับมือกับผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะ climate shock ขณะที่การสื่อสารนโยบายที่มีประสิทธิภาพก็เป็นเรื่องสำคัญมาก นอกจากนี้ การผสมผสานระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรักษาสมดุลของการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจคู่กับการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมาย
การดูแลระบบการเงินให้มีเสถียรภาพ โดยเฉพาะจากแผลเป็นที่วิกฤติโควิดได้ทิ้งไว้ เช่น หนี้ครัวเรือนที่เร่งตัวสูงขึ้น ถือเป็นอีกพันธกิจสำคัญของธนาคารกลางในการดูแลเพื่อไม่ให้ลุกลามเป็นวิกฤติเศรษฐกิจในอนาคต โดยธนาคารกลางจำเป็นต้องมีแนวนโยบายและเครื่องมือที่แก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที ที่สำคัญ เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย การประสานงานและร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหลายภาคส่วนมากขึ้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ ธนาคารกลางจำเป็นต้องปลูกฝังความรู้ทางการเงิน (financial literacy) ให้กับประชาชนอย่างมีกลยุทธ์และต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้ความมั่นคงทางการเงินของประชาชนเข้มแข็งขึ้นในระยะยาว
การสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการบริหารความเสี่ยงในโลกยุคดิจิทัล โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางการเงินใหม่ๆ ที่เอื้อให้เกิดระบบการเงินแบบไร้ตัวกลาง (DeFi) ซึ่งเอื้อให้เกิดการแข่งขันจากผู้เล่นรายเล็กที่มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ขณะเดียวกัน ก็นำมาซึ่งความเสี่ยง เช่น ปัญหาเสถียรภาพของระบบการเงิน (ดังที่เห็นในหลายกรณีปัจจุบันที่ได้สร้างความเสียหายทางการเงินต่อผู้คนจำนวนมาก) การสูญเสียนโยบายการเงินซึ่งเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นหรือชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ การขาดผู้ให้กู้ยืมแหล่งสุดท้ายในยามที่จำเป็น ทั้งนี้ แต่ละประเทศอาจมีจุดสมดุลต่อเรื่องเทคโนโลยีทางการเงินดังกล่าวแตกต่างกัน เพราะมีบริบทต่างกัน แต่ธนาคารกลางควรหาจุดสมดุลที่เหมาะสม โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลซึ่งจะช่วยให้ภาคการเงินสามารถทำหน้าที่ให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้นด้วยต้นทุนที่เหมาะสม
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่า ธนาคารกลางในปัจจุบันจำเป็นต้องปรับตัวอย่างยิ่งยวดเพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ และคงเห็นคำตอบชัดเจนจากพันธกิจสำคัญแต่ละประการที่ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชน โดยที่ผู้เขียนไม่จำเป็นต้องตอบโต้งๆแล้วว่า ยังมีความจำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีธนาคารกลางอยู่ในระบบเศรษฐกิจการเงินครับ.