
ธนันธร มหาพรประจักษ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย
ปัญหาหนี้ครัวเรือนถือว่าเป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่สะสมมายาวนาน และรุนแรงขึ้นในช่วงวิกฤติโควิดที่ผ่านมาที่ตัวเลขสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีพุ่งสูงกว่า 90% สัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหากไม่ได้รับการแก้ไข ถือเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า รวมถึงเป็นระเบิดเวลาที่อาจปะทุขึ้นจนกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินได้ ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงแบงก์ชาติเองได้ดำเนินมาตรการแก้หนี้มาอย่างต่อเนื่องโดยยึดตาม 3 หลักการสำคัญ บางขุนพรหมชวนคิดในวันนี้จึงขอพูดถึงเรื่องนี้ค่ะ
หลักการแก้หนี้ของแบงก์ชาติ ด้านแรกคือ ต้องแก้ปัญหาอย่างครบวงจร เหมาะสมกับทั้งลักษณะและสาเหตุในแต่ละช่วงของการเป็นหนี้ โดยเริ่มตั้งแต่ ก่อนจะก่อหนี้ ทั้งด้านลูกหนี้ที่ต้องสร้างวินัยและความรู้ทางการเงิน โดยการก่อหนี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป ตราบใดที่ไม่ใช่การก่อหนี้เกินตัวและขาดการวางแผน ขณะเดียวกันด้านเจ้าหนี้ก็ต้องปล่อยหนี้อย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ รวมถึงให้ข้อมูลที่เพียงพอต่อการตัดสินใจของผู้กู้ เช่น การให้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบที่ธนาคารพิจารณาให้สินเชื่ออย่างเหมาะสม โดยให้ความสำคัญต่อการมีเงินเหลือเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตของผู้กู้เป็นสำคัญ ถัดมา ขณะเป็นหนี้ ต้องมีช่องทางช่วยเหลือให้ลูกหนี้ที่มีศักยภาพสามารถชำระหนี้ได้เร็วขึ้น เช่น กลไกการคำนวณดอกเบี้ยที่อยู่บนความเสี่ยงที่จะช่วยให้ลูกหนี้ดีได้ดอกเบี้ยลดลงเหมาะกับความเสี่ยงของตน และมีแนวทางรีไฟแนนซ์หนี้ที่สะดวกขึ้นภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม ท้ายสุด หากมีปัญหาชำระหนี้ ควรมีกลไกสนับสนุนการแก้หนี้ที่เป็นมาตรฐาน เพื่อช่วยให้ลูกหนี้หลุดจากวงจรหนี้ได้จริง อาทิ การไกล่เกลี่ยหนี้นอกศาล การแก้หนี้ที่มีเจ้าหนี้หลายราย
ด้านที่สอง คือ แก้หนี้อย่างถูกหลักการ รู้ว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำ เพราะปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยเป็นปัญหาที่สะสมมานาน เกิดจากหลายสาเหตุทั้งจากฝั่งเจ้าหนี้ และลูกหนี้ จึงไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการใดมาตรการหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยมาตรการที่หลากหลาย และการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดย หลักการ คือ 1) แก้หนี้ตรงจุด สอดคล้องกับปัญหาของลูกหนี้ไม่ทำแบบเป็นวงกว้างหรือหว่านแห เพราะทรัพยากรในภาคการเงินที่มีจำกัดจะทำให้ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ต้องการจริงได้น้อยลง 2) ไม่สร้างภาระเพิ่มเติม ให้กับลูกหนี้ในอนาคต เช่น พักชำระหนี้ไปเรื่อยๆจนภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้เพิ่มขึ้น 3) ไม่ลดโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ เช่น ลบหรือแก้ประวัติสินเชื่อของลูกหนี้จนธนาคารไม่รู้จักลูกหนี้และไม่กล้าปล่อยสินเชื่อในอนาคต และ 4) เจ้าหนี้และลูกหนี้ต้องร่วมมือและมีความตั้งใจจริงในการแก้ไขหนี้ เช่น เจ้าหนี้ต้องช่วยเหลือให้เหมาะกับความสามารถในการชำระหนี้ ลูกหนี้ก็ต้องเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วนถูกต้อง เพื่อให้การแก้หนี้สำเร็จ ซึ่งการดำเนินการภายใต้หลักการเหล่านี้ต้องใช้เวลา
ด้านที่สาม คือ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคการเงินในฐานะเจ้าหนี้ที่ต้องให้สินเชื่อใหม่อย่างมีคุณภาพโดย คำนึงถึงศักยภาพลูกหนี้ในการชำระหนี้มากขึ้น รวมถึงไม่ให้ข้อมูลที่อาจกระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้ที่เกินตัว ซึ่งแบงก์ชาติจะผลักดันและร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อทำให้การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ภาครัฐมีบทบาทในการสร้างรายได้ เพราะตราบใดที่ครัวเรือนยังมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องก่อหนี้เพื่อนำไปใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังมีบทบาทเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านข้อมูล ที่เอื้อต่อการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ภาคเอกชนยกระดับบทบาทของนายจ้างในการดูแลปัญหาหนี้ของลูกจ้าง และลูกหนี้ต้องเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน ก่อหนี้โดยคำนึงถึงศักยภาพของตนเอง และมีวินัยในการชำระหนี้
สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของหลายภาคส่วนที่ต้องทำร่วมกัน เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนค่ะ.