
รัฐเร่งแก้หนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 88% ของจีดีพี เปิดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้รอบใหม่ ครอบคลุมลูกหนี้ 9 ประเภท 60 เจ้าหนี้ ทั้งเอกชน รัฐ นอนแบงก์ ตบเท้าร่วมโครงการ คลัง-ธปท.หวังช่วยลดภาระลูกหนี้ที่แบกหนี้ท่วมหัวในขณะนี้ลงได้ เปิดลงทะเบียนแก้หนี้ออนไลน์ 26 ก.ย.–30 พ.ย.65 ก่อนบุกลงพื้นที่ 5 จังหวัดทั่วประเทศแนะลูกหนี้ไม่ต้องหลบซ่อน อย่าหนี อย่าอาย มาแก้หนี้ร่วมกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง และนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมกันเปิดมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ : มีหนี้ต้องแก้ไข เริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน” เพื่อเร่งแก้หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นต่อเนื่อง จากรายได้ที่ลดลงจากวิกฤติโควิด-19 และค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่องอย่างเป็นทางการ
นายสุพัฒนพงษ์กล่าวเปิดงานว่า การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ถือเป็นหนึ่งในปัญหาหลักของประเทศที่รัฐบาลต้องการที่จะแก้ไข ทั้งหนี้ของประชาชน หนี้ภาคธุรกิจ หนี้เพื่อการศึกษา หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ และหนี้ของข้าราชการ ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีที่มีเจ้าหนี้เข้ามาร่วมถึง 60 แห่ง นอกจากสถาบันการเงินเอกชน และสถาบันการเงินรัฐแล้ว ยังมีผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) เข้ามาร่วมด้วย ครอบคลุมหนี้ 9 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ ประกอบด้วยหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล เช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ จำนำทะเบียนรถ ที่อยู่อาศัย นาโนไฟแนนซ์ สินเชื่อการเกษตร สินเชื่อธุรกิจ หนี้ค่าประกันชดเชย บสย. หนี้ที่โอนไปบริษัทบริหารสินทรัพย์ (บบส.) และสินเชื่อของผู้ให้บริการทางการเงินภาครัฐ “ขอให้เจ้าหนี้ทุกคนพยายามช่วยเหลือลูกหนี้ เพื่อให้ผ่านวิกฤติได้ทั้ง 2 ฝ่าย และเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในอนาคตด้วย เพราะลูกหนี้จะจำได้ว่าตอนที่เขาลำบากใครช่วยเขาบ้าง”
ด้านนายอาคมกล่าวว่า การจัดมหกรรมครั้งนี้จะช่วยลูกหนี้ทั้ง 2 กลุ่ม ทั้งลูกหนี้ที่ยังผ่อนชำระอยู่ แต่เริ่มประสบปัญหารายได้ หรือค่าครองชีพ และมีปัญหาในการชำระหนี้ รวมทั้งลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียแล้ว หรือเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) “ขอให้ลูกหนี้ที่ประสบปัญหาไม่ต้องอาย ไม่ต้องหลบๆซ่อนๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกยึดทรัพย์สินให้เข้ามาหาเราเพื่อที่จะหาทางแก้ไขหนี้สิน โดยเชื่อว่าจะช่วยบรรเทาภาระของลูกหนี้ลงได้”
นายอาคมกล่าวต่อว่า มหกรรมร่วมใจแก้หนี้ จัดใน 2 รูปแบบ คือ แบบออนไลน์ ซึ่งสามารถที่จะเริ่มลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือไกล่เกลี่ยหนี้ได้แล้ว และแบบออนไซต์ หรือลงพื้นที่สัญจรใน 5 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ ขอนแก่น เชียงใหม่ หาดใหญ่ และชลบุรี โดยรูปแบบสัญจรนี้ นอกเหนือจากการปรับโครงสร้างหนี้ โดยใช้เงื่อนไขพิเศษต่างๆแล้ว จะมีอีก 2 เรื่องที่ทำต่อเนื่องคือ การจัดหาสินเชื่อใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการมีอาชีพ หรือต้องการเงินทุนเพิ่มเติมเพื่อต่อยอด หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ การให้ความรู้และสร้างวินัยทางการเงิน และการทำธุรกิจ
ขณะที่นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า จากหนี้ครัวเรือนซึ่งอยู่ที่ระดับ 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2557 ล่าสุดไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ หนี้ครัวเรือนได้เพิ่มขึ้นเป็น 88% ของจีดีพี และในช่วงสูงสุดของวิกฤติโควิด-19 ในเดือน ก.ค.63 ที่ผ่านมา เรามีลูกหนี้ที่เข้ารับการช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้ 12.5 ล้านคน มูลหนี้รวม 7.2 ล้านล้านบาท หรือ 40% ของลูกหนี้ในระบบ และแม้ว่าล่าสุดเดือน มิ.ย.ปีนี้ ลูกหนี้ที่อยู่ในโครงการการช่วยเหลือของสถาบันการเงินจะลดลงเหลือ 3.9 ล้านคน มูลหนี้ 3 ล้านล้านบาทแล้ว แต่ยังมีลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง ผู้ที่มีอาชีพอิสระ และผู้ที่มีรายได้น้อย ที่ยังมีปัญหาการชำระหนี้ ทำให้ ธปท.ยังคงใช้มาตรการเดิมในการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ทำมาตลอด และเพิ่มเติมมาตรการใหม่ เช่น การจัดมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ในครั้งนี้ เพื่อลดภาระให้กับคนไทยที่เป็นหนี้ ลดการเกิดหนี้เสียใหม่ และทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ไม่สะดุด “ธปท.ยังมีแนวทาง ที่จะช่วยลูกหนี้ต่อไป โดย ภายในสิ้นปีนี้จะมีแนวทางการแก้ไขหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน รวมทั้งการออกแนวทางการให้สินเชื่อใหม่ที่มีคุณภาพ และเหมาะสมกับภาระค่าใช้จ่ายของลูกหนี้มากขึ้น เพื่อช่วยให้คนไทยสามารถบริหารจัดการหนี้สินได้ และเลี่ยงปัญหาก่อหนี้เกินตัว”.