
สุพริศร์ สุวรรณิก สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
ช่วงนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนในร้านหนังสือหรือเพจบนโซเชียลมีเดียที่เกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ก็มักจะเห็นหนังสือหรือบทความที่เกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการของเงินและระบบการชำระเงินอยู่มาก อย่างไรก็ตาม มักจะไม่ได้อธิบายเกี่ยวกับธนาคารกลางในเชิงประวัติศาสตร์โดยเฉพาะเจาะจงมากนัก ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ได้เข้าใจที่มาในปัจจุบันว่า เหตุใดระบบการเงินจึงวิวัฒน์จนมีธนาคารกลาง ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและให้ระบบการเงินมีเสถียรภาพในวันนี้ ทั้งนี้ วิวัฒนาการของธนาคารกลางในบริบทภาพรวมโลกสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ยุคสมัยสำคัญด้วยกัน โดยในบทความตอนแรกนี้ขอเล่าสู่กันฟังใน 2 สมัยแรกก่อนครับ
1.ยุคสมัยก่อนที่จะมาเป็นธนาคารกลาง : ย้อนกลับไปช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม (ประมาณก่อนปี 1750) ก่อนที่จะมีธนาคารกลางแห่งแรกในโลกนั้น มีธนาคารพาณิชย์อยู่แล้ว โดยแต่ละแห่งออก “บัตรธนาคาร” ของตนเอง (Bank Notes หรืออาจเรียกว่า “ธนบัตร” ของแต่ละธนาคารก็ได้) เพื่อแลกเปลี่ยนกับทองคำที่ประชาชนนำมาฝากไว้ เพื่อความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอยโดยไม่ต้องหอบทองคำไปไหนมาไหน
อย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์ในสมัยนั้นถูกปล้นได้ง่าย ยิ่งอยู่ในชนบทห่างไกลยิ่งไม่ปลอดภัยการเก็บรักษาทองคำอันเป็นทองคงคลัง(Gold Reserves) ดังกล่าว จึงถูกย้ายไปฝากไว้กับธนาคารที่มีขนาดใหญ่และปลอดภัยกว่า และแลกกับบัตรธนาคารของธนาคารดังกล่าวไปแทน ซึ่งในที่สุดจึงเกิดธนาคารที่เป็น “แหล่งกลาง” หรือศูนย์กลางแต่ละท้องถิ่นเพื่อรวบรวมทองคำนั้น เพราะต้นทุนการจัดเก็บต่ำกว่าและมีความปลอดภัยสูงกว่า ทั้งนี้ ความเป็นแหล่งกลางในการรวบรวมทองคำดังกล่าว นำมาสู่ความเป็นผู้ผูกขาดตามธรรมชาติ (Natural Monopoly) ในการออกบัตรธนาคารของธนาคารที่เป็นศูนย์กลางในแต่ละท้องถิ่นนั้นๆ ในที่สุดจำนวนธนาคารที่ออกบัตรธนาคารจึงเหลือไม่กี่แห่ง และเป็นต้นกำเนิดของบทบาทการเป็นผู้ผูกขาดตามกฎหมาย (Legal Monopoly) ในการพิมพ์ธนบัตร จนเมื่อมีธนาคารกลางแห่งแรกเกิดขึ้นในโลกคือธนาคารกลางสวีเดนในปี 1668
หลักฐานเชิงประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าธนาคารกลางส่วนใหญ่กำเนิดขึ้นโดยมีบทบาทเป็นเพียง “ตัวกลาง” ในการระดมเงินทุนให้กับภาครัฐ (Fiscal Agent) เนื่องจากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงิน ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อใช้จ่ายในการทำสงครามในสมัยนั้นเป็นหลัก แต่ตัวรัฐเองไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอในการกู้เงินจำนวนมหาศาล จึงเป็นที่มาของต้นกำเนิดธนาคารกลางส่วนใหญ่ เนื่องจากรัฐเห็นว่าจำเป็นต้องมี “สถาบัน” ที่เป็นตัวกลางที่มิใช่รัฐบาลเอง เพื่อให้ผู้ให้กู้มั่นใจได้ว่าจะได้ชำระเงินคืน
2.ยุคสมัยริเริ่มบทบาทความเป็นธนาคารกลาง : ประมาณช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม กลางศตวรรษที่ 18 ถึงกลางศตวรรษที่ 19 ด้วยความเป็นแหล่งกลางในการเก็บรักษาทองคำอันมีปริมาณมหาศาลในระบบเศรษฐกิจหนึ่งๆ และการได้รับสิทธิจากภาครัฐในการเป็นตัวแทนระดมทุนจากประชาชนดังกล่าวข้างต้น ธนาคารกลางจึงพัฒนาบทบาทมาเป็นผู้ให้กู้ยืมแหล่งสุดท้าย (Lender of Last Resort) หรือบทบาทการเป็นนายธนาคารของธนาคารพาณิชย์ทั้งหลาย (Bank for Banks) โดยปริยาย กล่าวคือ เมื่อเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องและไม่สามารถกู้ยืมกันเองได้ ธนาคารพาณิชย์ก็หันหน้ามาพึ่งพิงธนาคารกลางหรือก็คือ ธนาคาร “ปลายน้ำ” ในชนบท เข้ามาขอความช่วยเหลือจากธนาคาร “ตาน้ำ” ที่อยู่ต้นสายธารการเงิน ซึ่งเป็นที่มาสำคัญของหลักการ “การรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน” (Financial Stability) หรือการป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติการเงินนั่นเอง
ในบทความตอนต่อไป เราจะเข้าสู่ยุคสมัยที่ 3 และ 4 พร้อมฉายภาพให้เห็นอนาคตในระบบการเงินที่บางคนเริ่มตั้งคำถามว่า ธนาคารกลางยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่กันครับ!