
นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ในปี 2565 ออมสินตั้งเป้าหมายที่จะจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมา เพื่อประกอบธุรกิจปล่อยสินเชื่อเกี่ยวกับที่ดินและการรับขายฝากที่ดินในรูปแบบนอนแบงก์ หรือผู้ประกอบการสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะมีการขออนุญาตการประกอบธุรกิจธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยเป็นการจัดตั้งเป็นบริษัทใหม่ขึ้นมาเลย มีธนาคารออมสินเข้าไปเป็นผู้ก่อตั้งและถือหุ้นใหญ่ สัดส่วน 85% และอีก 15% จะเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ที่เข้ามาช่วยเสริมธุรกิจ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วง มี.ค.-เม.ย.65 และเตรียมการเพื่อเปิดให้บริการได้หลังจากนั้น ภายในช่วงไตรมาส 3 ของปี 65
สำหรับรูปแบบการลงทุนนี้ เป็นอีกหนึ่งแนวธุรกิจของธนาคารที่มุ่งไปสู่ธนาคารเพื่อสังคม ที่ต้องการเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการที่มีที่ดินแต่ยังติดขัดเรื่องสภาพคล่องที่ต้องการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ เข้าถึงดอกเบี้ยที่ไม่สูงจนเกินไป ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เข้าไปแทรกแซงตลาดดอกเบี้ยมากเกินไป จนทำให้ผู้ประกอบธุรกิจเดิมเดือดร้อน ในเบื้องต้นจะมีการใช้เงินทุนในการจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ออมสินจะเข้าไปถือหุ้นเกินสัดส่วน 50% และคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อที่ดินในช่วงปีแรกได้ 10,000 ล้านบาท
“ระยะแรกจะปล่อยสินเชื่อที่ดินไปก่อน ต่อไปจะพัฒนาไปสู่ธุรกิจขายฝาก จำนองที่ดิน และรวมทั้งจะมีการพัฒนาไปถึงการให้สินเชื่อบุคคลด้วย เพื่อกดอัตราดอกเบี้ยในตลาดให้ต่ำลงมา เพื่อช่วยแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เบื้องต้น การปล่อยสินเชื่อที่ดินจะมีการคำนวณการปล่อยสินเชื่อสูงสุด 75% จากราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ หรือ 50% ของราคาตลาดและจะคัดเลือกที่ดินที่มีศักยภาพเท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจด้วย
นายวิทัยกล่าวต่อว่า ส่วนการขายฝากที่ดินนั้นจะรับขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจะมีการผ่อนปรนในตัววงเงินสินเชื่อที่มากกว่าสินเชื่อที่ดิน เนื่องจากการขายฝากมีต้นทุนในการบริหารจัดการที่น้อยกว่า จึงจะให้การพิจารณาที่ผ่อนปรน และให้วงเงินที่สูงกว่า รวมทั้งดอกเบี้ยจะอัตราต่ำกว่าการฝากขายที่ดินในตลาด ประมาณ 8.99-9.99% ซึ่งการดำเนินธุรกิจขายฝากในท้องตลาดก็ยังถือว่ามีผู้ประกอบธุรกิจจำนวนมากอยู่ ซึ่งปัจจุบันมีธุรกิจขายฝากเข้ามาจดทะเบียนกับกรมที่ดินเฉลี่ยปีละ 10,000-20,000 ล้านบาท
“การตั้งบริษัทสินเชื่อที่ดินเป็นการต่อยอดจากช่วงปีที่ผ่านมา ได้ทดลองทำโครงการ “มีที่มีเงิน” ซึ่งประสบความสำเร็จ สามารถปล่อยสินเชื่อได้ถึง 20,000 ล้านบาท และโครงการ “มีที่มีเงิน” จะสิ้นสุดเดือน มี.ค.นี้ และจะไม่ต่ออายุโครงการอีก เนื่องจากต้องการให้บริษัทที่จะตั้งใหม่เข้ามาดำเนินการ”.