
นายธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้อำนวยการอาวุโสและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสขอให้หยุดใช้บริการ และถอนเงินออกจากสถาบันการเงินบางแห่ง ว่า ได้หารือกับสถาบันการเงินอย่างใกล้ชิด และหากพิจารณาสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ขณะนี้ พบว่า มีสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับธุรกรรมของธนาคาร (LCR) มากกว่าที่จำเป็นเกือบ 1 เท่า จึงไม่น่าห่วง แต่จะติดตามใกล้ชิดต่อไป “คงไม่ได้ลงรายละเอียดแต่ละธนาคาร ในภาพรวมสุดท้ายเงินฝากจะต้องมีที่ไป หากถอนจากที่หนึ่งก็จะถูกฝากไว้อีกที่หนึ่ง และจะหมุนกลับไปช่องทางเงินกู้ในที่สุด เมื่อระบบโดยรวมสภาพคล่องยังล้นหรือมีอยู่ในระดับสูงก็ไม่กังวล”
ส่วนการขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่ายปันผลระหว่างกาลจากการดำเนินงานปี 63 นั้น ได้ขอให้สถาบันการเงินจัดทำแบบทดสอบภาวะวิกฤติ (Stress Test) ซึ่งจะได้ผลกลับมาในเดือน ต.ค.นี้ หากมีผลทดสอบที่ดี จะอนุญาตให้จ่ายปันผลได้ คาดจะได้ความชัดเจนเดือน พ.ย.นี้ นอกจากนี้ ธปท.ได้จัดตั้งคณะทำงานร่วมกับสถาบันการเงิน เพื่อระดมความคิดเห็นและปฏิรูปการรายงานข้อมูลของสถาบันการเงิน ซึ่งจะระดมความเห็นตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ เป็นต้นไป และจะมีผลบังคับใช้ในปลายปี 64 ถึงต้นปี 65 เพื่อสนับสนุนการออกนโยบายและมาตรการต่างๆให้ตรงจุด และเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจการเงินยุคดิจิทัล “การร่วมมือนี้ จะทำให้การกำกับดูแลและรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจการเงิน เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เศรษฐกิจ และประเทศ ทำให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ลดภาระของสถาบันการเงินในการรายงานข้อมูล โดย ธปท.เป็นธนาคารกลางแรกในเอเชีย ที่ดำเนินการลักษณะนี้”
ด้านนายวันประชา เชาวลิตวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารข้อมูลดาต้าอนาไลติกส์ ธปท. กล่าวว่า จะปรับปรุงแบบรายงานข้อมูลแบบละเอียด ให้เป็นมาตรฐานกลาง ที่เป็นสากลและใกล้เคียงข้อมูลที่สถาบันการเงินเก็บอ้างอิงจากแนวทางของธนาคารกลางต่างประเทศ ซึ่งจะลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการประมวลผลข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพของการรายงานข้อมูล นอกจากนี้ ธปท.จะสามารถยกระดับการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อใช้กำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ และเผยแพร่ข้อมูลนั้นๆ ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชนเพื่อใช้ประโยชน์ โดยในระยะแรกจะปรับปรุงชุดข้อมูลด้านสินเชื่อก่อน คาดว่าจะทำให้ต้นทุนการจัดการข้อมูลของสถาบันการเงินลดลงราว 25% ใน 3-5 ปี.