
นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท บิทคับ แคปปิตอลกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ นักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์ดิจิทัล เปิดเผยแนวโน้มตลาดสกุลเงินดิจิทัล (cryptocurrency) ของโลก ว่า ยังคงเติบโตได้ต่อเนื่องและเป็นไปได้ว่าใน 2-3 ปีข้างหน้า จะเริ่มเห็นสัญญาณความน่าเป็นห่วงของอุตสาหกรรมธนาคารไทย
หากไม่เร่งปรับตัวจากผลกระทบของคลื่นลูกใหญ่ “Fintech Disruption” จากผู้เล่นรายใหม่ที่ให้บริการได้ดีกว่าธนาคาร ผ่านการเชื่อมโยงระบบ Ecosystem ของโซเชียลแบงกิ้ง บนแพลตฟอร์มรูปแบบต่างๆ และการถาโถมเข้ามาของเทคโนโลยีทุกรูปแบบ เช่น เทคโนโลยี Blockchain, Cryptocurrency, Big Data, AI (ปัญญาประดิษฐ์) และ Peer to peer lending ที่เป็นธุรกรรมสินเชื่อระหว่างบุคคลรูปแบบใหม่ผ่านเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
“อีก 2-3 ปี วงการการเงินไทยจะเข้าสู่จุดพีกจากคลื่นของ Fintech Disruption ที่จะเข้ามาอย่างรุนแรง ซึ่งหากสถาบันการเงินหรือแบงก์ไทยไม่เร่งปรับตัวคงได้รับผลกระทบอย่างมาก”
นายจิรายุสกล่าวต่อว่า ธปท.ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการกำหนดแนวทางพัฒนาระบบรองรับการเข้ามาของสกุลเงินดิจิทัลในหลายมิติ หนึ่งในก้าวสำคัญ คือโครงการอินทนนท์ ที่ ธปท.ริเริ่มร่วมกับสถาบันการเงิน 8 แห่ง และบริษัท R3 ทดสอบความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (blockchain) กับระบบการชำระเงินของประเทศ ซึ่งประสบความสำเร็จไปแล้ว 3 เฟส โดยเฟสแรกเป็นการสร้างระบบการชำระเงินต้นแบบ โดยใช้บล็อกเชนรองรับการโอนเงินในประเทศระหว่างสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ เริ่มจากการแปลงเงินฝากของสถาบันการเงินที่นำมาฝากไว้ที่ ธปท. และแปลงสภาพให้อยู่ในรูปสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนและโอนชำระเงินระหว่างกัน
เฟสสอง ออกแบบระบบรองรับการซื้อขายพันธบัตรในตลาดรอง เช่น กรณีธนาคารกสิกรไทยออกหุ้นกู้สกุลเงินยูโรมูลค่า 17 ล้านยูโร โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน หรือกรณีที่กระทรวงการคลังขายพันธบัตรดิจิทัล 200 ล้านบาทหมดเร็วภายใน 99 วินาที เฟสสามคือเชื่อมต่อกับระบบการชำระเงินในต่างประเทศ ผ่านการใช้ CBDC เป็นการขยายขอบเขตไปสู่การชำระเงินข้ามประเทศระหว่างสถาบันการเงิน
และเฟสสี่คือ กลุ่ม Retail เป็นการชำระเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางในภาคประชาชนทั่วไป ล่าสุด ธปท.อยู่ระหว่างระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อออกแบบและดีไซน์การทดลองใช้ “บาท ดิจิทัล” โดยเริ่มนำร่องในภาคธุรกิจก่อน คือโครงการกลุ่ม บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ร่วมกับบริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกธนาคารไทยพาณิชย์เป็นผู้พัฒนาระบบดังกล่าว นำร่องชำระเงินในห่วงโซ่ซัพพลายเชนที่เป็นคู่ค้ากับ SCC น่าจะมีความคืบหน้าปลายปีนี้
“แนวโน้มที่ ธปท.กำลังดำเนินการเป็นไปในทิศทางที่ดี ต่างประเทศที่เริ่มให้ประชาชนทั่วไปใช้แล้ว คือกรณีของ The Office of the Comptroller of the Currency (OCC) ของสหรัฐฯได้อนุญาตให้ธนาคารในสหรัฐฯ บริการรับฝาก Cryptocurre-ncy ได้แล้วอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่นเดียวกับฝั่งยุโรป ก็ให้ประชาชนออมเงินเป็น Cryptocur-rency ได้เช่นกัน ซึ่งต้องติดตามพัฒนาการในไทยว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต”
นายจิรายุสกล่าวต่อว่า กรณี Facebook ที่มีโครงการออกเงินดิจิทัล Libra แม้จะเกิดสะดุดไปบ้าง หลังจากประกาศโครงการ Libra เวอร์ชัน 1.0 แต่ล่าสุดพัฒนาเป็น Libra เวอร์ชัน 2.0 ที่มีความเป็นมิตรกับหน่วยงานกำกับทั่วโลกมากขึ้น และมีกระแสข่าวว่า Libra 2.0 เตรียมเปิดใช้งานจริงในเฟสแรกช่วงปลายปี 63 หลังจากจัดตั้งเป็นสมาคม Libra Association ที่สวิตเซอร์แลนด์ โดยมีพันธมิตรเข้าร่วม 24 ราย รายล่าสุด คือกลุ่มเทมาเส็ก (Temasek Holdings) กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลสิงคโปร์
ขณะที่สกุลเงิน “หยวนดิจิทัล” ของจีนก็ถูกพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อเป้าหมายขึ้นเป็นผู้นำเทคโนโลยี Blockchain สร้างขึ้นโดยธนาคารแห่งประเทศจีน และเริ่มทดลองใช้แล้ว 4 เมืองหลัก ได้แก่ เซินเจิ้น สงอัน เฉิงตู และซูโจว โดยมีบริษัทขนาดใหญ่และบริษัทข้ามชาติรวม 17 รายเข้าร่วมทดลองครั้งนี้ด้วย “แม้สหรัฐฯจะเป็นเบอร์หนึ่งของโลก แต่จีนก็ไล่ตามมาติดๆจากสงครามเทคโนโลยียกระดับขึ้นเป็น “Currency War” หลังจากนี้ ต้องติดตามว่าระหว่าง Libra 2.0 และดิจิทัลหยวน ใครจะประสบความสำเร็จช่วงชิงอำนาจได้ก่อนกัน ตนอยากให้คนไทยศึกษาคำว่า Deglobalization (อโลกาภิวัตน์) เพราะโลกวันนี้ถูกแบ่งเป็น 2 ขั้วหลังจีนแย่งชิงขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ
นายจิรายุสกล่าวว่า เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า คนไทยมีโทรศัพท์มือถือเฉลี่ย 1.4 เครื่องต่อคน และเข้าถึงอินเตอร์เน็ตกว่า 80% ของคนไทยทั้งประเทศ และคนไทยยังติดอันดับต้นๆของโลกที่ใช้เวลากับโซเชียลมีเดียค่อนข้างสูง ดังนั้น Libra และหยวนดิจิทัลจะแฝงเข้ามาในแอปพลิเคชันที่คนไทยคุ้นเคยกันอยู่แล้ว จึงไม่แปลกหากคนไทยแทบทุกคน จะมีโอกาสเข้าถึงเงินดิจิทัล ทั้งการใช้ Libra และหยวนดิจิทัล หากเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการของทั้ง 2 ฝั่งและได้รับการอนุญาตจาก ธปท. “คนไทยทั้งประเทศคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว อยู่ที่ว่า Libra และดิจิทัล หยวนจะเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อใด คนไทยนิยมแชตผ่าน LINE ในอนาคต LINE ก็มีโอกาสเข้าไปเป็นหนึ่งใน Ecosystem ของ Libra ได้เช่นกัน”.