
ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 หลายกิจการต้องหยุดชะงักเกิดการเลิกจ้างงาน หยุดงาน เพื่อรอคอยให้บริษัทหลายๆ แห่งกลับมาดำเนินกิจการอีกครั้ง แต่สายป่านมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ท่านๆ จะยาวได้แค่ไหน ลำพังเงินเก็บก็ไม่มี เงินเดือนก็แทบไม่เหลือ ก่อนโควิดจะมา บางคนจากมีรายได้จากเงินเดือน 100% แต่วันนี้คือ 0 บาท แต่รายจ่ายยังเท่าเดิม เมื่อชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นกันไป เพราะทุกปัญหามีทางออก
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีคนมาขอคำปรึกษากับ เศรษฐินีศรีราชา ว่า ถ้าผ่อนรถไม่ไหวแล้วควรทำไงดี เอาเป็นว่าเราได้เตรียมหาทางออกให้กับลูกหนี้ทั้งหลายไว้แล้ว รับรองไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดต่อเจ้าหนี้ และไม่ผิดต่อใจลูกหนี้ชั้นดีอย่างพวกเราที่ท่องเอาไว้เสมอ..เป็นหนี้ก็ต้องจ่าย
ถาม : ผ่อนรถไม่ไหวทำไงดี
เศรษฐินีศรีราชา : 1. สำรวจดูความสามารถในการผ่อนว่ามีมากหรือมีน้อย และจะอยู่ในภาวะแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน เช่น ผ่อนได้เดือนละ 3,000 บาท และจะอยู่แบบนี้ประมาณ 6 เดือน
2. เตรียมข้อมูลผลกระทบที่ได้รับ และหลักฐานประกอบ เช่น หลักฐานแสดงรายได้ ค่าใช้จ่ายก่อน และหลังได้รับผลกระทบ ดูว่ามูลค่ารถยนต์ที่เป็นหลักประกันมีราคาสูง หรือต่ำกว่าภาระหนี้แค่ไหน เช่น รถกระบะยี่ห้อเอ ราคา ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 300,000 บาท ยอดหนี้คงค้างกับไฟแนนซ์ คือ 250,000 บาท เป็นต้น
3. รีบติดต่อสถาบันการเงิน หรือ ไฟแนนซ์ เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ โดยส่วนใหญ่ ไฟแนนซ์มีแนวทางในการช่วยเหลือลูกหนี้ เช่น
แต่อยากจะบอกว่า การขยายระยะการผ่อนออกไปจะส่งผลให้ภาระจำนวนดอกเบี้ยมีจำนวนสูงมากขึ้นด้วย ส่วนค่างวดจะปรับลดลงได้มากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับมูลค่าหลักประกัน และความสามารถในการผ่อนของลูกหนี้เป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ควรรีบดำเนินการก่อนที่จะเริ่มค้างชำระเพื่อเป็นการรักษาประวัติเครดิตของของตนเองที่จะปรากฏอยู่ในข้อมูลของบริษัท และข้อมูลเครดิตแห่งชาติด้วย ที่เรียกว่า เครดิตบูโร เพราะการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนที่จะกลายเป็น NPL ยังได้รับการยกเว้นไม่ต้องรายงานการปรับโครงสร้างหนี้ไปยังบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติด้วยเช่นกัน
ถาม : หากผ่อนไม่ไหวจำเป็นต้องคืนรถ จะต้องทำอย่างไร
เศรษฐินีศรีราชา : ตรงนี้มี 2 ทางเลือกให้พิจารณา
1. กรณีที่มูลค่ารถยนต์สูงกว่าหนี้ ควรพิจารณาตัดใจลดภาระด้วยการขายรถยนต์คันดังกล่าว โดยใช้วิธี ขายเต็นท์ หรือขายดาวน์ เพื่อให้ผู้ซื้อรายใหม่มารับโอนสัญญาเช่าซื้อไปผ่อนต่อ
ทั้งนี้ ข้อดีจากการโอนสัญญาเช่าซื้อคือ ไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มซ้ำซ้อน เนื่องจากค่างวดเดิม มีการคิดภาษีมูลค่าเพิ่มรวมอยู่แล้ว แน่นอนว่าดีกว่าการปิดบัญชีเดิม และไปกู้ใหม่ เนื่องจากจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตอนปิดบัญชีหนึ่งครั้ง และเมื่อกู้ใหม่ก็จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีกหนึ่งครั้ง นอกจากนี้ยังเป็นการรักษาประวัติเครดิตของผู้กู้ได้อีกทางหนึ่งด้วย
2. กรณีที่รถยนต์มีมูลค่าต่ำกว่าราคาตลาด ลูกหนี้ควรพิจารณาตัดใจลดภาระด้วยการขายแบบขาดทุน หรือคืนรถให้แก่ไฟแนนซ์ เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้ต่ำที่สุด ซึ่งการชะลอการส่งมอบรถคืน จะทำให้ไฟแนนซ์ขาดทุนจากการขายทอดตลาด เพราะราคาที่ตกต่ำลงตามอายุของรถ ซึ่งลักษณะแบบนี้จะส่งผลให้ลูกหนี้ต้องแบกรับภาระค่าเสียหายที่สูงขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม การส่งมอบรถคืนไฟแนนซ์ ถือเป็นการแสดงให้เห็นว่า ลูกหนี้ มีความตั้งใจในการร่วมแก้ไขปัญหาหนี้ ซึ่งลูกหนี้อาจใช้ในการเจรจาเพื่อขอความเห็นใจในการขอผ่อนชำระค่าเสียหายที่ลดลง หรือขอส่วนลดให้มากขึ้นเพื่อบรรเทาภาระหนี้
ถาม : หากหนี้รถกลายเป็น NPL แล้วจะทำยังไงดี ถ้าไม่ยอมคืนรถล่ะ
เศรษฐินีศรีราชา : ไฟแนนซ์จำเป็นต้องบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ และใช้สิทธิ์เข้าครอบครอง หรือยึดรถ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายในการยึด หรือนำรถกลับคืนเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่งด้วย
นอกจากนี้ จะทำให้การเจรจาเรื่องค่าเสียหายเป็นไปได้ยากขึ้น เนื่องจากการไม่ให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาหนี้
หากไฟแนนซ์ ไม่สามารถติดตามนำรถกลับมาได้ ก็จะทำการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อเรียกรถคืน เมื่อศาลพิพากษาแล้ว สถาบันการเงินจะทำการสืบทรัพย์อื่นใดที่ลูกหนี้มี
จากนั้นจะมีการร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์นั้นมาจำหน่าย เพื่อนำเงินมาชดเชยหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป
แน่นอนว่า นอกจากประวัติข้อมูลเครดิต และจำนวนความเสียหายที่สูงขึ้นแล้ว ยังมีโอกาสสูญเสียทรัพย์อื่นๆ ของทั้งตัวลูกหนี้เอง และผู้ค้ำประกันอีกด้วย
อ่านมาถึงตรงนี้ เศรษฐินีศรีราชา เชื่อว่าหลายคนน่าจะได้รับคำตอบแล้ว แต่ก็อยากจะย้ำอีกที ทางที่ดีควรติดต่อกับสถาบันการเงิน หรือ ไฟแนนซ์ ให้เร็วที่สุด แต่ถ้าหากการเจรจาไม่เป็นผล แนะนำให้ปรึกษาธนาคารแห่งประเทศไทย ทางด่วนแก้หนี้ หรือโทร 1213
ผู้เขียน : เศรษฐินีศรีราชา
กราฟิก : Jutaphun Sooksamphun