
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดเผยภายหลังการประชุมมอบนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ร่วมกับนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐคือ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารกรุงไทยว่า ได้สั่งการให้ สสว.และธนาคารของรัฐห้ามทิ้งลูกค้าเป็นอันขาด และให้ สสว.ปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี วงเงิน 50,000 ล้านบาท ครอบคลุมเอสเอ็มอีประมาณ 500,000 ราย อัตราดอกเบี้ยต่ำสุดเพียง 1% ต่อปี และหากความต้องการสินเชื่อยังอยู่ในระดับสูงจะหามาเพิ่มอีก 50,000 ล้านบาท รวมเป็น 100,000 ล้านบาท
“เวลานี้ ไทยกำลังเจอพายุลูกใหญ่ ไม่ใช่แค่ไทยประเทศเดียว ถ้าไม่ตั้งรับดีๆจะเหนื่อยกันหมด เช่น สิงคโปร์ต้องยุบสภาฯเพราะคาดว่าเศรษฐกิจจะย่ำแย่ลงมาก จึงต้องชิงยุบก่อนเพื่อเลือกตั้งจะได้มีรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่ไทยไม่มี 3 ก๊ก หรือ 4 ก๊กแล้ว ยุติแล้วเมื่อเวลามีพายุ อย่างพายุวิกฤติปี 40 คนที่จะถูกกระทบก่อนคือเอสเอ็มอีซึ่งเงินน้อย แต่จ้างงานพอสมควร ปกติจะได้สินเชื่อยากมากจึงต้องดูแลให้อยู่รอดให้ยังมีการจ้างงานต่อไป”
ด้านนายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการ สสว.กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 8 ก.ค.นี้ จะเสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการไมโครเอสเอ็มอี (เอสเอ็มอีรายจิ๋ว) วงเงิน 50,000 ล้านบาท โดยจะใช้เงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท คาดจะเริ่มปล่อยสินเชื่อได้กลางเดือน ส.ค.นี้ โดยมีสถาบันการเงินเข้าร่วมด้วยคือ ธนาคารออมสิน, ธ.ก.ส., ธนาคารกรุงไทยและบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)
ส่วนนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง กล่าวว่า ไม่กังวลเรื่องหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพี-แอล) ในระบบสถาบันการเงินยืนยันว่า ธนาคารยังแข็งแกร่ง เพราะเงินกองทุนเข้มแข็ง อีกทั้งธนาคารพาณิชย์และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยผ่านวิกฤติเศรษฐกิจมาแล้ว จึงรู้ว่าควรรับมืออย่างไร ส่วนการช่วยเหลือเอสเอ็มอีอยู่ระหว่างหาแนวทางอยู่ เช่น ตั้งกองทุนใหม่เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี “ที่ประชุมได้หารือกันว่าควรออกมาตรการใดบ้างเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีชายขอบที่ไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือของรัฐบาล ซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ดูแลกลุ่มนี้เป็นพิเศษและให้อยู่รอดได้”.