
“อภิศักดิ์” หัวร้อน “ธปท.-นักวิชาการ” วิจารณ์การดำเนินนโยบายการคลัง ย้อนถามกลับนักวิชาการเคยทำอะไรเพื่อลดความเหลื่อมล้ำบ้าง ถามหาคำสัญญาของ ธปท.ที่จะช่วยทำให้เศรษฐกิจเติบโตเต็มศักยภาพ อัดซ้ำ “กนง.” โหวตอะไรออกมาไม่ต้องรับผิดชอบ ท้าการตัดสินนโยบายดอกเบี้ยครั้งต่อไปต้องรับผิดชอบด้วย ย้ำเศรษฐกิจไทยไม่ได้ตกต่ำ เดือน มิ.ย.นี้คนไทยจะก้าวข้ามเส้นความยากจนอีก 70-80%
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีการออกมาแสดงความเห็นของนักวิชาการ รวมถึงนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาลว่า การให้ความเห็นเรื่องใดๆสามารถทำได้ แต่ถามว่า ที่ผ่านมานักวิชาการเหล่านี้ ได้ทำอะไรที่จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำสังคมได้บ้าง เช่นเดียวกันกับการทำหน้าที่ของ ธปท. ซึ่งเคยสัญญากับกระทรวงการคลังทุกปีว่า จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ธปท.ที่ต้องรู้ว่า ต้องทำอะไรได้บ้าง
“ผมเคยบอกแล้วในแง่การกำหนดนโยบายการเงิน ซึ่งเราเองข้อมูลไม่ครบถ้วน การตัดสินใจใดๆ ธปท.ต้องตัดสินใจในข้อมูลที่ครบถ้วนกว่า กระทรวงการคลังไม่มีหน้าที่ในการตัดสินใจแทนเขา แต่เวลาพูดในเรื่องทฤษฎี ก็ออกมาง่าย แต่ถามว่า ในทฤษฎีที่ว่านั้น แต่ละบุคคลทำอะไรบ้าง เช่น นักวิชาการมาพูดเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยรัฐบาลไม่ได้กระจายรายได้ ถามว่า
นักวิชาการเหล่านี้ ทำอะไรบ้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำบ้าง”
นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า ในการตัดสินนโยบายการเงินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นั้น โครงสร้างของคณะกรรมการ (บอร์ด) กนง.คือ โหวตอะไรออกมา ก็ไม่ต้องรับผิดชอบกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่าง ธปท.มีผลการดำเนินงานที่ขาดทุนมากขึ้นถามว่าใครรับผิดชอบ บอร์ด ธปท.ต้องรับผิดชอบ แต่ที่ผ่านมา ไม่เห็นมีใครต้องรับผิดชอบเลย ดังนั้น การตัดสินใจอะไรที่ตัวเองไม่ต้องรับผิดชอบก็ไม่ผิด
“การตัดสินใจเรื่องของนโยบายดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นระยะต่อไปนั้น เป็นเรื่องของ กนง. แต่ก็อยากให้ กนง.รับผิดชอบด้วย โดยปกติในอดีตที่ทำมา เวลาตัดสินใจอะไรลงไป เมื่อรัฐบาลคิดว่า ไม่ค่อยถูก ผมก็เอานโยบายการคลังมาเสริม นั่นคือสิ่งที่กระทรวงการคลังทำ แต่ตอนนี้ก็อยากให้ภาคการเงินเข้ามาเสริมด้วย ซึ่งในช่วงนี้ ใกล้เลือกตั้ง กระทรวงการคลังก็ไม่อยากเสริมมาตรการอะไรมากนัก”
นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจประเทศไทยในขณะนี้ ไม่ได้ตกต่ำ เสถียรภาพการคลังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ความเสี่ยงของการถดถอยเศรษฐกิจมีน้อย เป็นสิ่งที่รัฐบาลทำมา โดยใช้มาตรการคลัง โดยเฉพาะเรื่องของการลงทุน เมื่อลงทุนไปแล้วต้องได้ผลตอบแทนในระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่ลงทุนไปแล้วเท่ากับศูนย์ เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก็มีผลดีต่อระบบเศรษฐกิจอย่างน้อย 10-20%
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังประเมินว่า ภายในเดือน มิ.ย.นี้ จะมีจำนวนผู้มีรายได้น้อยจะมีรายได้พ้นเส้นความยากจน หรือมีรายได้มากกว่า 30,000 บาทต่อปี เพิ่มขึ้นประมาณ 70-80% จากระยะ 6 เดือนที่ผ่านมา มีจำนวนผู้มีรายได้น้อยมีรายได้พ้นเส้นความยากจนราว 50% ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาอาชีพ ทำให้คนกลุ่มนี้มีรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ จำนวนผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนเข้ารับการฝึกอาชีพดังกล่าวมีจำนวนประมาณ 4 ล้านคน
“ในช่วงระยะแรกที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ เศรษฐกิจต้องได้รับการฟื้นฟู เปรียบเสมือนการปรับปรุงภาพรวมกิจการของบริษัทให้ดีขึ้น ผลที่ได้จะเกิดขึ้นกับภาพรวมเศรษฐกิจ เมื่อดีขึ้นแล้ว จึงเข้าไปดูแลพนักงาน ซึ่งการดูแลพนักงานก็คือการเข้าไปดูแลคนจน ซึ่งไม่ใช่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีผลทางด้านสังคมอีกด้วย ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น จะเห็นได้ว่า คนที่มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนคนจนนั้น มีรายได้ดีขึ้น โดยช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา คนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปีลดลงเรื่อยๆ”
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงก่อนที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่ผ่านมา รัฐบาลและกระทรวงการคลังได้ออกมาแสดงความเห็นในลักษณะที่ว่า เศรษฐกิจไทยในเวลานี้ยังไม่ควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว ขณะเดียวกัน การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจจะมีผลต่อการแข็งค่าของเงินบาทให้แข็งค่ากว่าค่าเงินในภูมิภาค และแสดงความเห็นมาอย่างต่อเนื่องว่า กนง.ยังไม่ควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสะสมกระสุน แต่ควรตัดสินใจการดำเนินนโยบายการเงินของไทย โดยคำนึงถึงการสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจมากกว่า
ขณะเดียวกัน นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทย และการลดความเหลื่อมล้ำของคนรวยและคนจนในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าการลดความเหลื่อมล้ำจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน.