นับถอยหลังลงทุนอาทิตย์สุดท้ายของปี กับ 2 กองทุน LTF/RMF เด่นจากกสิกรไทย

Personal Finance

Financial Planning

Content Partnership

Content Partnership

Tag

นับถอยหลังลงทุนอาทิตย์สุดท้ายของปี กับ 2 กองทุน LTF/RMF เด่นจากกสิกรไทย

Date Time: 21 ธ.ค. 2561 16:01 น.
Content Partnership

Summary

เป็นจังหวะดีโค้งสุดท้ายเข้าลงทุน LTF/RMF เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี พร้อมโอกาสรับผลตอบแทนดีในระยะยาว คาดเศรษฐกิจไทยปีหน้าได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

เวลาเหลือน้อยเต็มที ถ้าไม่ลงทุนตอนนี้ คงพลาดช่วงโอกาสดีที่สุดของปี เพราะบลจ.กสิกรไทย เปิดเผยว่าช่วงนี้หุ้นไทยปรับตัวลงถูกสุดในรอบปี เป็นจังหวะดีโค้งสุดท้ายเข้าลงทุน LTF/RMF เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี พร้อมโอกาสรับผลตอบแทนดีในระยะยาว คาดเศรษฐกิจไทยปีหน้าได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ความคืบหน้าโครงการลงทุนภาครัฐ ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทย คาดเป้าหมาย SET Index ปลายปี 2562 ที่ 1,800-1,850 จุด พร้อมชูกองทุนเด่น KDLTF และ KEQRMF เน้นลงทุนหุ้นใหญ่ ช่วยกระจายความเสี่ยง สอดรับภาวะตลาดผันผวน

นางสาวธิดาศิริ ศรีสมิต Chief Investment Officer (รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) เปิดเผยถึงมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2562 ว่าภาพรวมเศรษฐกิจโลกคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ลดลงจากปีนี้ โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ อาทิ สหรัฐฯ ยุโรป และจีน ที่ยังมีความเสี่ยงสูงจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ และสภาพคล่องที่ลดลงจากการเริ่มถอนมาตรการ QE ของธนาคารกลางขนาดใหญ่เกือบทั่วโลก ขณะที่เศรษฐกิจไทยก็อาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกเหล่านี้ รวมถึงแรงกดดันจากแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปี 2562 ที่คาดว่าจะปรับขึ้นอีก 2 ครั้ง

ปี 62 หุ้นไทยยังไปได้สวย คาดดัชนีปลายปีแตะ ที่ 1,800-1,850 จุด

ทีมผู้จัดการกองทุนจากบลจ.กสิกรไทยมองเป้าหมาย SET Index ปลายปี 2562 ที่ 1,800-1,850 จุด บนสมมติฐานการคาดการณ์อัตราการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ปี 2562 ที่ 8%  เนื่องจากตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจไทยปีหน้าที่ยังคงเติบโตต่อเนื่องซึ่งปัจจัยบวกหลักๆ มาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐโดยเฉพาะความคืบหน้าของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ ประกอบกับความมีเสถียรภาพของรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง ที่จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพคล่องในประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูงและดุลบัญชีเดินสะพัดและทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับที่สูง ทั้งนี้ จึงเป็นโอกาสดีเข้าลงทุนในหุ้นไทยช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีนี้ ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลงมาอยู่ในระดับราคาที่น่าสนใจสำหรับมุมมองการลงทุนในระยะยาว

นางสาวธิดาศิริ กล่าวเพิ่มเติมว่า ดัชนีหุ้นไทยช่วงปลายปีนี้ ที่ปรับตัวผันผวนอยู่ในกรอบ 1,600 ถึงว่ายังเป็นระดับราคาที่น่าสนใจเข้าลงทุน เนื่องจากถือว่าเป็นระดับราคาที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต อย่างไรก็ตามในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยยังมีความผันผวนในระยะสั้น จากบรรยากาศการลงทุนที่ยังขาดปัจจัยบวกและยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง กลยุทธ์การลงทุนที่สำคัญที่จะยังทำให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอ คือการเลือกกองทุน LTF และ RMF ที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาวโดยเน้นการ “คัดเลือก” มากขึ้น และให้ความสำคัญกับ “คุณภาพ” โดยเฉพาะการพิจารณาคุณภาพในเรื่องความสามารถในการทำกำไรที่ยั่งยืนให้มากขึ้น บลจ.กสิกรไทย จึงเน้นการคัดเลือกหุ้นรายตัวและมีการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวน เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาด ดังนั้นการลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายเน้นหุ้นขนาดใหญ่ กระจายหลากหลายอุตสาหกรรม จึงเป็นทางเลือกที่ดีในแง่ของการช่วยกระจายความเสี่ยงในพอร์ต

ชนะความผันผวนด้วย “หุ้นขนาดใหญ่ คุณภาพดี” กสิกรไทย แนะซื้อกอง KDLTF- KEQRMF

สำหรับกองทุน LTF/RMF ที่บลจ.กสิกรไทยแนะนำ ที่คัดเลือกมาให้แล้วว่าสอดคล้องเหมาะสมกับภาวะตลาดที่มีความผันผวน ได้แก่ กองทุนเปิดเค หุ้นระยะยาวปันผล (KDLTF) ซึ่งมีนโยบายลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี กระจายการลงทุนในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อสอดรับการเปลี่ยนแปลงและสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในทุกสภาวะตลาด พร้อมมีนโยบายจ่ายปันผลไม่เกินปีละ 2 ครั้ง และกองทุนเปิดเค หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (KEQRMF) ที่มีนโยบายคัดเลือกลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคงสูง เป็นผู้นำในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม มีการกระจายการลงทุนหลายกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อสอดรับการเปลี่ยนแปลงและสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในทุกสภาวะตลาด และยังกระจายการลงทุนบางส่วนในต่างประเทศ

ด้านผลการดำเนินงานที่ผ่านมา กองทุน KDLTF มีประวัติการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอทุกปีตั้งแต่จัดตั้งกองทุน (19 ต.ค. 2547) จนถึงปัจจุบัน รวมเป็นระยะเวลา 14 ปี โดยจ่ายไปแล้วทั้งหมด 22 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9.83 บาทต่อหน่วย หรือในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา สามารถคิดเป็นอัตราการจ่ายปันผลเฉลี่ย (Dividend Yield) กว่า 4% ต่อปี ถือเป็นกองทุนที่มีอัตราการจ่ายปันผลสูงสุด เมื่อเทียบกับ LTF อื่นๆ ของกสิกรไทย (ข้อมูลจากบลจ.กสิกรไทย ณ วันที่ 30 พ.ย.61) ขณะที่ผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี และ 5 ปี ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 8.43% ต่อปี และ 4.97% ต่อปี ตามลำดับ ใกล้เคียงกับเกณฑ์มาตรฐาน (SET TRI) ซึ่งอยู่ที่ 8.65% ต่อปี และ 4.93% ต่อปี ตามลำดับ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย.61)

ขณะที่ KEQRMF เป็นกองทุนยอดนิยมที่มียอดซื้อสูงสุดในกลุ่ม RMF Equity Large Cap ของบลจ.กสิกรไทยในปีนี้ และมีผลการดำเนินงานโดดเด่น โดยกองทุนมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี และ 5 ปี ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 10.41% ต่อปี และ 6.09% ต่อปี ตามลำดับ เอาชนะเกณฑ์มาตรฐาน (SET TRI) ซึ่งอยู่ที่ 8.65% ต่อปี และ 4.93% ต่อปี ตามลำดับ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย.61) นอกจากนี้ ผลตอบแทนย้อนหลังในช่วง 3 ปี ยังทำได้โดดเด่นติดอันดับ 1 ใน 10 ของกลุ่มกองทุน RMF Equity ทั้งหมดในอุตสาหกรรม ข้อมูลจาก Morningstar ณ วันที่ 30 พ.ย.61

ผู้ที่สนใจลงทุนกับกองทุน KDLTF และ KEQRMF กสิกรไทย สามารถลงทุนได้ด้วยมูลค่าเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 500 บาท และต้องลงทุนตามเงื่อนไขภาษี หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมขอรับหนังสือชี้ชวนเสนอขายได้ที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา หรือสอบถาม KAsset Contact Center 0 2673 3888 หรือคลิก https://bit.ly/2S7F2PF

ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง และศึกษาข้อมูลภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต


Author

Content Partnership

Content Partnership