หนี้พนักงาน ภัยเงียบเขย่าองค์กร กู้ง่าย-ดอกถูก-ไม่เสียภาษี  3 ตัวการใหญ่ ทำ Productivity พัง

Personal Finance

Finance and Banking

ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม)

ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม)

Tag

หนี้พนักงาน ภัยเงียบเขย่าองค์กร กู้ง่าย-ดอกถูก-ไม่เสียภาษี 3 ตัวการใหญ่ ทำ Productivity พัง

Date Time: 10 ก.ย. 2569 16:15 น.

Video

สอนลูกเรื่องเงินยังไง? กับ Sai Money Monster x ออม แม่บ้านสาธุ | Money Issue EP.72

Summary

สุขภาวะ หรือ Wellbeing ของพนักงานทั้งจิตใจและหนี้สิน เป็นกลยุทธ์ธุรกิจเร่งด่วนที่ส่งผลต่อ productivity องค์กรควรลงทุนแก้ไข เพื่อรักษาทุนมนุษย์และสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน


Latest


ในยุคปัจจุบัน ปัญหาด้านสุขภาวะของคนทำงานกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานและขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร ยิ่งเรื่องของความเครียดทางการเงินถือเป็นต้นทุนแฝงที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน อัตราการลาออก และผลประกอบการโดยตรง

สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จัดงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ "Employee Wellbeing for Sustainable Competitiveness: Where Employee Wellbeing Meets Business Value" รวมผู้เชี่ยวชาญตัวจริงด้าน HR การเงิน และจิตวิทยาองค์กร พร้อมเวิร์กช็อปและกรณีศึกษาจากกว่า 200 องค์กร ที่นำไปใช้ได้จริงทันทีหลังจบงาน

รองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมายและบริหารความเสี่ยงองค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดทุนไทยให้ความสำคัญกับทุนมนุษย์มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในธุรกิจบริการที่บุคลากรคือกลไกหลักในการขับเคลื่อนความสำเร็จ การดูแลพนักงานจึงเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG ในมิติด้านสังคม (Social) ที่ครอบคลุมทั้งคุณภาพชีวิต การเงิน และจิตใจ พร้อมเน้นย้ำว่า Employee Wellbeing ไม่ใช่ต้นทุนที่องค์กรต้องแบกรับ แต่คือการลงทุนที่ช่วยรักษาบุคลากรและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน

โดยในปัจจุบัน คนทำงานจำนวนมากต้องเผชิญภาวะที่เรียกว่า “เดอะแบก” ที่ต้องแบกรับภาระหนักทั้งการดูแลพ่อแม่ผู้สูงอายุและลูกหลานไปพร้อมกัน ส่งผลให้เกิดแรงกดดันมหาศาล โดยเฉพาะปัญหาด้านการเงินที่เป็นวาระสำคัญของประเทศ 

ซึ่งจากผลการสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า ประชากรในวัยทำงานมีหนี้สินสูงถึงร้อยละ 52.7 และมีสัดส่วนหนี้เสีย (NPL) สูงถึงร้อยละ 27 สะท้อนให้เห็นว่าสุขภาวะทางการเงินเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข

นอกจากนี้ สุขภาวะทางจิตใจยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยวิกฤต โดยกรุงเทพมหานครติดอันดับ 5 จาก 100 เมืองทั่วโลกที่คนทำงานหนักที่สุด ความเครียดจากการทำงานหนักส่งผลให้เกิดภาวะล้าและหมดไฟ (Burnout) 

และข้อมูลของรายงานยังได้ระบุอีกว่า คนทำงานในประเทศไทยมีภาวะ Burnout สูงถึง 7 ใน 10 คน ซึ่งความเครียดเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมาธิ ทักษะ และสร้างความเสียหายต่อ Productivity ในการทำงานขององค์กร การดูแลสุขภาวะทางเงินและจิตใจของพนักงานจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ 

สุขภาวะพนักงานระดับโลก ที่ผู้บริหารไทยไม่ควรมองข้าม

ขณะเดียวกันในช่วงปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “The State of Employee Wellbeing: Global Trends and Why It Matters to Business” โดย วรวัจน์ สุวคนธ์ นายกสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) และ Chief People Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน ฉายภาพเทรนด์สุขภาวะพนักงานระดับโลกที่ผู้บริหารไทยไม่ควรมองข้าม โดยระบุว่า ในยุคที่ทุกองค์กรกำลังเร่งรีบลงทุนในเทคโนโลยี AI, ระบบ Automation, Data มหาศาล รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรง มีปัจจัยหนึ่งที่กำลังบั่นทอน Productivity และ Performance ขององค์กรอยู่อย่างเงียบๆ นั่นคือ “พลังงานของมนุษย์” ซึ่งเป็น Key Operating System สำคัญ หากขาดพลังของคน กลยุทธ์และเทคโนโลยีที่ลงทุนไปเป็นพันล้านหรือหมื่นล้านก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้

จากข้อมูลในปี 25678 สะท้อนภาพน่าตกใจว่า มีพนักงานเพียง 1 ใน 5 (20%) ทั่วโลกเท่านั้นที่มีความผูกพันกับองค์กร หมายความว่าพนักงานอีก 4 ใน 5 ไม่ได้ทุ่มเทศักยภาพอย่างเต็มที่ ยิ่งไปกว่านั้น สถิติจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การที่พนักงานขาด ความผูกพัน สร้างความสูญเสียต่อ Productivity ทั่วโลกสูงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี 

และมีวันทำงานสูญเสียไปถึง 12,000 ล้านวันทำงาน (Working Days) จากความวิตกกังวลเรื่องชีวิต หนี้สิน และสุขภาพจิต นอกจากนี้ยังพบว่า พนักงานถึง 40% ประสบภาวะความเครียดจากการทำงาน

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ยิ่งท้าทายกว่าหลายเท่า เนื่องจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบที่มีผู้สูงอายุสูงถึง 25% ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้คนวัยทำงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับภาวะขาดแคลนทักษะแห่งอนาคต การแก้ปัญหาด้วยการให้คนทำงานหนักขึ้น (Work Harder) จนติดอันดับท็อปๆ ของโลกไม่ใช่ทางออก แต่สิ่งที่องค์กรและ HR ต้องทำคือการปรับปรุงวิถีการทำงานให้ทันสมัย เพื่อให้คนทำงานได้ฉลาดขึ้น โดยนำเทคโนโลยีและ Agility มาช่วยลดงานประจำ เพื่อให้มนุษย์นำพลังงานไปใช้กับงานที่มีมูลค่าสูง

Wellbeing ไม่ใช่แค่เรื่องสวัสดิการ แต่เป็น Business Strategy

ความท้าทายเหล่านี้ทำให้เรื่อง Wellbeing ไม่ใช่แค่เรื่องสวัสดิการ (Benefit) หรือโครงการของ HR อีกต่อไป แต่เป็น Business Strategy ที่ต้องอยู่ใน Top Management Agenda ของ CEO, CFO และคณะกรรมการบริษัท Wellbeing คือส่วนหนึ่งของ Performance ที่ยั่งยืน ซึ่งต้องมองครอบคลุมทั้ง 5 มิติ ได้แก่

  • Physical Wellbeing Health สุขภาพกายที่เป็นพื้นฐานของพลังงาน
  • Mental Wellbeing สุขภาพจิตที่มีผลโดยตรงต่อ Cognitive Capacity ในการคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ และสร้าง Innovation
  • Financial Wellbeing การบริหารจัดการหนี้สินและความมั่นคงทางการเงิน
  • Social Wellbeing สังคมและการทำงานร่วมกัน
  • Purpose การรับรู้คุณค่าและความหมายในการทำงาน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือปัญหา Financial Wellbeing ในไทย ซึ่งหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP อยู่ในระดับสูงมาก จากข้อมูลภายในขององค์กรธนาคารพบว่า มีพนักงานมากกว่า 2,000 คน จากทั้งหมด 16,000 คน ที่กำลังประสบปัญหาภาระหนี้สินอย่างหนัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมาธิ เสียสุขภาพจิต เสียกำลังใจ ความเสี่ยงในการลาออก และความเสี่ยงต่อการเกิดทุจริต (Fraud) การแก้ปัญหาเรื่องนี้จึงต้องตั้งเป้าหมายเชิงธุรกิจอย่างชัดเจน เช่น การตั้ง KPI ในการลดจำนวนพนักงานที่มีปัญหาหนี้สินลงให้เหลือ 1,000 คน หรือ 500 คนภายใน 3 ปี ผ่านการให้ความรู้และเครื่องมือช่วยเหลือ

การขับเคลื่อน Wellbeing ให้เกิดผลจริง องค์กรต้องปรับเปลี่ยนวิธีวัดผล โดยยกเลิกการวัดเพียงแค่จำนวนผู้เข้าร่วม (Participation) หรือคะแนนความพึงพอใจ (NPS) แต่ต้องเปลี่ยนไปวัด Business Outcome เช่น อัตราการรักษา Talent, ความเร็วในการเกิด Innovation และการลดสภาวะความเครียด เพื่อเปิดทางให้เกิด Psychological Safety หรือพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยา ซึ่งการเงียบ (Silence) ของพนักงานที่ไม่กล้าพูดความจริง ไม่กล้า Challenge หรือไม่กล้าเสนอความคิดเห็น ถือเป็นต้นทุนที่แพงมากสำหรับองค์กร

นอกจากนี้ การบริหารจัดการต้อง Empower ให้กับ Manager และ Supervisor ซึ่งเป็นผู้ที่ใกล้ชิดพนักงานที่สุด ให้เป็นเจ้าของเรื่อง Wellbeing ร่วมด้วย โดยต้องประเมินบทบาทของผู้บริหารไม่ใช่แค่การสร้าง Short-term Performance ในแต่ละปี แต่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ทีมงานมี Wellbeing และ Energy ที่จะสร้าง Performance ได้อย่างยั่งยืน โดยมีการติดตามผ่าน Executive Dashboard ทุกปี

เพราะท่ามกลางการ disruption ของ AI ที่จะทำให้ “งาน” ทยอยหายไป และบทบาทของสายงานต่างๆ ปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว องค์กรที่จะเป็นผู้ชนะในอนาคตไม่ใช่องค์กรที่มีเงินลงทุน AI สูงสุด แต่คือองค์กรที่มีความสามารถในการสร้าง Capability ใหม่ๆ ให้คนเรียนรู้ได้เร็ว และมีความคล่องตัว (Agility) ในการปรับเปลี่ยนบุคลากรตามทักษะ (Skill-based) ซึ่งสองสิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากพนักงานขาด Wellbeing ในทั้ง 5 มิติ ดังนั้น การกลับมาดูแล Wellbeing ของมนุษย์ในฐานะกลยุทธ์หลักของธุรกิจ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการสร้าง Sustainable Business Performance ในโลกยุคปัจจุบัน

ตามด้วยเซสชันเจาะลึกมิติสำคัญด้าน “ต้นทุนแฝงจากความเครียดทางการเงิน” โดย สุรพล โอภาสเสถียร Assistance Executive บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ NCB สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงอันน่าตกใจเกี่ยวกับสถานการณ์หนี้สินในประเทศไทยและผลกระทบที่ส่งผลโดยตรงต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (HR) ในองค์กรต่างๆ เริ่มต้นจากการมองมุมมองชีวิตและการทำงานในองค์กรว่า ระบบ KPI (Key Performance Indicator) ว่า หากทำได้ตามเป้าหมาย มันคือตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน แต่หากทำไม่ได้ตามเป้า ในโลกความเป็นจริงมันอาจกลายเป็น “Kill this people immediately” หรือการกำจัดคนนั้นออกไปทันที

เมื่อพิจารณาภาพรวมเศรษฐกิจภายใต้ชื่อบริษัท “ประเทศไทย” จะพบว่าประเทศมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ประมาณ 19 ล้านล้านบาท แต่กลับแบกรับภาระหนี้สินสะสมอยู่สูงถึง 16 ล้านล้านบาท ซึ่งก่อให้เกิดภาระดอกเบี้ยมหาศาลในแต่ละปี อาการวิกฤตนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่สะสมมาตั้งแต่หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554

คนไทยส่วนใหญ่ตัดสินใจสร้างหนี้จากเหตุผล “ไม่เสียภาษี กู้ง่าย ดอกเบี้ยถูก”

ซึ่งตามมาด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เช่น โครงการรถยนต์คันแรก บ้านหลังแรก และโครงการจำนำข้าว ซึ่งเคยมีสถาบันการเงินระหว่างประเทศอย่าง IMF และ World Bank มาสอบถามว่ากลัวอะไรมากที่สุดในอนาคต คำตอบคือกลัวจะมีโครงการรถยนต์คันแรกรอบสอง เพราะพฤติกรรมคนไทยส่วนใหญ่ตัดสินใจสร้างหนี้จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ ไม่เสียภาษี กู้ง่าย และดอกเบี้ยถูก

สำหรับโครงสร้างหนี้สินในระดับอาชีพ พบว่าสหกรณ์ออมทรัพย์มีการปล่อยกู้รวมกันถึง 2.55 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นหนี้ของกลุ่มครูและบุคลากรทางการศึกษาเพียงอาชีพเดียวสูงถึง 800,000 ล้านบาท และเมื่อรวมกับการที่บุคลากรกลุ่มนี้ไปกู้ยืมเพิ่มเติมจากสถาบันการเงินอื่นอีกประมาณ 500,000 ล้านบาท ทำให้เบ็ดเสร็จแล้วบุคลากรทางการศึกษามีหนี้สินรวมสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท 

ขณะที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่เห็นตัวเลขลดลงมาอยู่ที่ 85.9% นั้นไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์ดีขึ้น แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของตัวหาร โดยจำนวนหนี้ยังคงเท่าเดิมแต่ความสามารถในการชำระหนี้กลับลดลง

ข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ในระบบเครดิตบูโรคิดเป็น 13.6 ล้านล้านบาท จากยอดหนี้ครัวเรือนทั้งหมด 16.4 ล้านล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 2.8 ล้านล้านบาทอยู่นอกระบบเครดิตบูโร ซึ่งหลักๆ คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ 2.2 ล้านล้านบาท และกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งมีมาตรการเข้มงวดให้ HR ขององค์กรต่างๆ ต้องหักเงินเดือนพนักงานที่เป็นลูกหนี้ส่งคืน กยศ. 

เมื่อพิจารณาการเติบโตของสินเชื่อย่อย พบว่าสินเชื่อบ้านโตเพียง 2.4% สินเชื่อรถยนต์ติดลบ 7.4% ส่งผลให้สินเชื่อรวมทั้งระบบเติบโตเพียง 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงนี้เวลาเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยต้องการควบคุมสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ให้อยู่ที่ 80% จึงต้องชะลอการเติบโตของตัวเศษ (หนี้) และเร่งตัวส่วน (GDP) ทำให้แนวคิดเรื่องการกู้ง่ายไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ในทางกลับกัน สินเชื่อรายย่อยประเภท นาโนไฟแนนซ์ (Nano Finance) กลับโตสวนทางสูงถึง 54% ทั้งที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 33% ซึ่งสร้างความเสี่ยงอย่างมากต่อผู้กู้

ปัญหาหนี้ของพนักงาน…อาจเป็นภัยเงียบที่กำลังบ่อนทำลายองค์กร

สถานการณ์หนี้เสีย (NPL) ซึ่งหมายถึงการขาดชำระติดต่อกัน 3 งวด และเข้าสู่งวดที่ 4 (91 วันขึ้นไป) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ของปี 2565 หลังจบวิกฤตโควิด-19 โดยหากบุคคลใดมีหนี้เสียเพียง 1 บัญชีจากทั้งหมด 5 บัญชี จะถูกจัดประเภทเป็นลูกหนี้เสียทันที ในมุมมองของการบริหาร HR หากพนักงานเข้ามาขอความช่วยเหลือเรื่องหนี้สิน สิ่งสำคัญคือการตั้งคำถามที่ตรงจุดและเจาะลึก คือ “ก่อหนี้นี้มาจากไหน” และ “เอาเงินไปทำอะไร” หรือหากอ้างว่าไปค้ำประกันให้คนอื่น ก็ต้องตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ สุรพล ยังกล่าวต่อไปว่า เมื่อแยกแยะตามประเภทสินเชื่อ พบว่า สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) มีสัดส่วนหนี้เสียสูงถึง 11 บัญชีในทุกๆ 100 บัญชี รวมถึงการขยายตัวของบริการ Buy Now Pay Later ที่ส่งเสริมการบริโภคเกินตัว 

ขณะที่สินเชื่อผ่อนชำระกลุ่ม High and Ending มีสัดส่วนหนี้เสียสูงถึง 18 บัญชีในทุกๆ 100 บัญชี ด้านบัตรเครดิต มีบัตรที่กลายเป็นหนี้เสียแล้วถึง 893,500 ใบ จากบัตรเครดิตทั้งหมดในประเทศ 24 ล้านใบ (ซึ่งมีบัตรที่ไม่ถูกนำมาใช้งานเลยตลอด 2 ปีอยู่จำนวนมาก) จนเคยมีการเสนอแนวคิดให้ปรับเปลี่ยนคำโฆษณาและเตือนภัยบัตรเครดิตให้เข้มงวดเหมือนซองบุหรี่ 

สำหรับสินเชื่อรถยนต์ มีรถยนต์ที่เป็นหนี้เสียและถูกยึดไปแล้วถึง 877,000 คัน โดยภาพรวมหนี้เสียในระบบเครดิตบูโรมีจำนวนสูงถึง 9,657,000 บัญชี คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 10% ของยอดหนี้ทั้งหมดในระบบ

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มหนี้ที่กำลังจะเสีย หรือกลุ่มที่ค้างชำระ 1-3 งวด ซึ่งกำลังรอการทยอยไหลลงมาเป็นหนี้เสียอีกกว่า 1,900,000 บัญชี โดยในจำนวนนี้มีรถยนต์ที่รอการถูกยึดอีกถึง 430,000 คัน ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นรถกระบะที่เป็นเครื่องมือทำมาหากินของประชาชน หากเจาะลึกในกลุ่มพาหนะประกอบอาชีพ พบว่า รถจักรยานยนต์ มีจำนวนที่ผ่อนปกติ 2.5 ล้านคัน เป็นหนี้กำลังจะเสีย 192,000 คัน และกลายเป็นหนี้เสียไปแล้ว 965,000 คัน ส่วนรถกระบะ จากทั้งหมด 2.5 ล้านคัน มีสถานะปกติเพียง 180,000 คัน แต่กลายเป็นหนี้เสียสูงถึง 489,000 คัน

เพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (Preventive Debt Restructuring: DR) โดยกำหนดให้สถาบันการเงินต้องเสนอการยืดหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ 1 ครั้งทันทีเมื่อลูกหนี้เริ่มค้างชำระ 1 งวด ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้าง “เขื่อน” เพื่อชะลอไม่ให้หนี้ไหลไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดี โดยยอดการทำ DR ได้พุ่งสูงขึ้นจาก 291,000 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ของปี 2567 ไปสู่ระดับ 1.7 ล้านล้านบาท ในปัจจุบัน ซึ่งหากเขื่อนกักเก็บหนี้ตรงนี้ไม่สามารถรองรับได้ มวลหนี้ทั้งหมดจะทะลักเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยทันที

ไม่เพียงแต่ฝั่งลูกจ้างหรือผู้บริโภคเท่านั้น ในฝั่งของนายจ้างโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่เป็นนิติบุคคล ก็กำลังเผชิญศึกหนักเช่นกัน จากยอดสินเชื่อรวม 2.4 ล้านล้านบาท พบว่ากลายเป็นหนี้เสียไปแล้ว 10.9% (ประมาณ 11%) และมีหนี้ที่กำลังจะเสียอยู่อีก 4.95% (ประมาณ 5%) รวมแล้วมี SME ที่ประสบปัญหาหนี้สินสูงถึง 16% ซึ่งสัญญาณเตือนเหล่านี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ฝ่ายบริหารและ HR ของทุกองค์กรต้องรับทราบและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น

อ่านข่าวการเงิน ประกัน บริหารความมั่งคั่ง กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney