เบื้องหลังเกมใหญ่ของ BOI และ Citibank ทำไมไทยต้องทำ Marketing ประเทศ แย่งเม็ดเงินลงทุนโลก

Personal Finance

Finance and Banking

Tag

เบื้องหลังเกมใหญ่ของ BOI และ Citibank ทำไมไทยต้องทำ Marketing ประเทศ แย่งเม็ดเงินลงทุนโลก

Date Time: 26 ก.ค. 2569 10:00 น.

Video

Kioxia บริษัทอะไร? เข้าตลาดไม่ถึง 2 ปี ขึ้นแท่นหุ้นเบอร์ 1 ญี่ปุ่น | Digital Frontiers EP.69

Summary

จากขายสิทธิประโยชน์ สู่การขายทั้ง Ecosystem ไทยเร่งทำ Marketing ประเทศ ชิงเม็ดเงินลงทุนโลก เบื้องหลัง BOI-Citi ใช้เครือข่ายระบบการเงิน เป็นแต้มต่อดึง FDI คุณภาพสูงสู่อุตสาหกรรม AI-Digital

Latest


ในวันที่ภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitics) แกว่งตัวรุนแรง ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) กำลังถูกจัดวางใหม่ การตัดสินใจของกลุ่มทุนต่างชาติรายใหญ่จึงมีตัวแปรเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างมากมาก

แม้ สิทธิประโยชน์ทางภาษีและต้นทุนการผลิตยังมีความสำคัญ และเป็นตัวแปรในการตัดสินใจ เคลื่อนย้ายเงินทุน แต่นั่นอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดอีกต่อไป เมื่อพบว่า นักลงทุนกำลังมองหาประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุนระยะยาว และมีระบบนิเวศที่ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าได้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาตั้งฐาน

ยิ่งเมื่อเศรษฐกิจโลกกำลังขยับเข้าสู่อุตสาหกรรมยุค AI, Semiconductor และ Digital Economy เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จึงไหลไปยังพื้นที่ที่มีศักยภาพมากกว่าการเป็นเพียงที่ตั้งโรงงาน นักลงทุนต้องการประเทศที่มีเสถียรภาพ เป็น Safe Haven ท่ามกลางความผันผวนของโลก และมีระบบการเงินที่รองรับการเคลื่อนย้ายเงินทุนข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย


บริบทนี้เอง ทำให้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Thailand Board of Investment ) หรือ BOI ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ กับ Citibank สถาบันการเงินระดับโลกที่มีเครือข่ายครอบคลุมกว่า 180 ประเทศและเขตปกครองทั่วโลก ภายใต้เป้าหมายสูงสุด คือ เสริมศักยภาพไทยสู่จุดหมายการลงทุนระดับโลก

โดยสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น นับเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการดึงดูดเงินลงทุนของไทย จากการรอให้นักลงทุนเดินทางเข้ามารู้จักประเทศไทย ไปสู่การออกไปนำเสนอประเทศไทยถึงมือกลุ่มทุนทั่วโลก และมีธนาคารระดับโลกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการขายประเทศครั้งนี้

ทำไมต้อง “ธนาคาร” ไม่ใช่บริษัทเทคฯ หรือบริษัทที่ปรึกษา?

คำถามหนึ่งที่น่าสนใจ คือ หากไทยต้องการดึงบริษัท AI, Tech หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้ามาลงทุนจริง เหตุใด BOI จึงเลือกจับมือกับธนาคารระดับโลกอย่าง Citi

คำตอบอยู่ในสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากนักลงทุนตัดสินใจเลือกประเทศไทย นักลงทุนไม่ได้มองหาประเทศก่อนแล้วค่อยคิดเรื่องธนาคาร หากแต่ระบบการเงินเป็นหนึ่งในโครงสร้างสำคัญที่ถูกพิจารณาตั้งแต่เริ่มต้น เพราะการนำเงินเข้าประเทศ การแปลงสกุลเงิน การบริหารสภาพคล่อง การชำระเงิน และการนำเงินกลับออกไป ล้วนเกี่ยวข้องกับต้นทุนและความเสี่ยงของธุรกิจ


โดย “นฤมล จิวังกูร” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า 

“ธุรกรรมทางการเงิน คือโครงสร้างที่สำคัญมากสำหรับนักลงทุนต่างชาติ เมื่อไหร่ที่ความผันผวนทางค่าเงินสูง การจัดการช้า นั่นคือความเสี่ยง และมูลค่าเงินของเขาจะหายไปทันที”

เมื่อมองจากมุมนี้ ปัจจัยทางการเงินจึงเข้ามาอยู่ในสมการการตัดสินใจลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะ 3 เรื่องสำคัญ

1. FX (อัตราแลกเปลี่ยน)เงินที่เคลื่อนย้ายข้ามประเทศต้องเผชิญความผันผวนของค่าเงิน หากการบริหารจัดการล่าช้า หรือค่าเงินแกว่งตัวในระดับ 5-10% ต้นทุนและกำไรของธุรกิจสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทันที

2. Liquidity & Treasuryบริษัทข้ามชาติต้องบริหารเงินสด เงินทุนหมุนเวียน และสภาพคล่องในหลายประเทศพร้อมกัน ความเร็วและประสิทธิภาพของระบบบริหารเงินจึงกลายเป็นต้นทุนทางธุรกิจอีกตัวหนึ่ง

3. Cross-border & Digital Paymentธุรกิจระดับโลกต้องการระบบชำระเงินที่เชื่อมต่อกันได้รวดเร็ว ตั้งแต่ระดับข้ามประเทศไปจนถึงธุรกรรมที่เกิดขึ้นในระดับ Millisecond

ซึ่งจุดแข็งของ Citi อยู่ที่การเป็น Global Bank ซึ่งมีทั้งเครือข่ายลูกค้าและเทคโนโลยีทางการเงินรองรับธุรกิจข้ามพรมแดน เช่น Citi Token Services ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการชำระเงินและการเคลื่อนย้ายเงินแบบดิจิทัล สำหรับบริษัทข้ามชาติ เรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการตัดสินใจว่าจะนำเงินเข้ามาลงทุนที่ไหน และเมื่อเข้ามาแล้วจะบริหารเงินทุนก้อนใหญ่ได้อย่างไร

ตรงนี้จึงเป็นจุดที่ BOI กับ Citi สามารถเติมเต็มกันได้ ฝั่งหนึ่งมีเครื่องมือและเครือข่ายในการส่งเสริมการลงทุน อีกฝั่งมีเครือข่ายลูกค้าและโครงสร้างทางการเงินที่เชื่อมโยงธุรกิจไทยเข้ากับโลก

70 ล้านคนไม่พอ ยุทธศาสตร์ “เลือกรับ” FDI คุณภาพสูง

ทั้งนี้ พบว่า ตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 กำลังสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของเงินลงทุนที่ไหลเข้าประเทศอย่างชัดเจน

โดย ช่วง 6 เดือนแรก มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน 1,299 โครงการ ลดลง 28% จากช่วงเดียวกัน แต่ยอดเงินลงทุนกลับเพิ่มขึ้น 37% แตะ 1,473,718 ล้านบาท และในจำนวนนี้เป็นเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) สูงถึง 1.36 ล้านล้านบาท หรือเติบโต 80%

จำนวนโครงการลดลง ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ภาพนี้จึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของ FDI ที่เข้ามาในไทย จากโครงการที่พึ่งพาแรงงานเข้มข้น ไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานในระดับสูง

กลุ่มที่เห็นได้ชัด ได้แก่

  • Data Hosting มูลค่า 730,363 ล้านบาท
  • Cloud Service มูลค่า 241,757 ล้านบาท
  • Data Center มูลค่า 156,938 ล้านบาท
  • Electronics & Semiconductor
  • EV
  • Green Energy

นี่เป็นเหตุผลที่โจทย์ของไทยไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนโครงการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การดึงดูดบริษัทและอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาช่วยยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

สอดคล้องกับมุมมองของ “นฤมล” ที่ชี้อีกว่า พลังการบริโภคในประเทศ 70 ล้านคนมันไม่พอแล้ว เราจำเป็นต้องดึงความสนใจจากต่างประเทศเข้ามา โจทย์คือ ทำอย่างไรที่เราจะช่วยสปริงบอร์ดให้ประเทศไทยได้

ประโยคดังกล่าวอธิบายโจทย์ของประเทศไทยอย่างตรงไปตรงมา เพราะในวันที่กำลังซื้อภายในประเทศมีข้อจำกัด การเติบโตของเศรษฐกิจจำเป็นต้องอาศัยเงินทุนจากภายนอก ทั้งเงินลงทุน เทคโนโลยี และความสามารถของบุคลากรระดับโลก


เช่นเดียวกับแนวคิดของฝั่งรัฐบาล โดย “นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์” เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มองว่า โลกกำลังเปลี่ยนเงื่อนไขของการแข่งขันดึงดูดเงินลงทุน

“เทรนด์โลกเปลี่ยน นักลงทุนไม่ได้มองแค่ต้นทุนการผลิต แต่มองหาประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มีโครงสร้างพื้นฐานระดับเวิลด์คลาส และเป็น Safe Haven ทางภูมิรัฐศาสตร์”

สิ่งที่ไทยต้องการจึงขยับจากการดึง FDI ในเชิงปริมาณ ไปสู่ FDI คุณภาพสูง ซึ่งสามารถนำเงินทุน เทคโนโลยี และ Talent ระดับโลกเข้ามาพร้อมกัน และมีส่วนช่วยเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

แต้มต่อใหม่ของไทยในแผนที่ลงทุนโลก เมื่อการขายประเทศต้องขาย Ecosystem ทั้งระบบ

ภาพของ BOI ที่เดินทางไปจัดโรดโชว์ต่างประเทศเพื่อนำเสนอสิทธิประโยชน์และโอกาสลงทุนในประเทศไทย กำลังมีรูปแบบใหม่เข้ามาเสริม หลังการลงนาม MOU ครั้งนี้ BOI และ Citi เตรียมเดินสายโรดโชว์ร่วมกัน จากเดิมที่ต่างฝ่ายต่างทำงานในเครือข่ายของตัวเอง

การจับคู่ครั้งนี้ทำให้สิ่งที่นำเสนอแก่นักลงทุนครอบคลุมตั้งแต่การตั้งฐานธุรกิจ ไปจนถึงการบริหารเงินหลังจากเข้ามาลงทุนในประเทศ ภายใต้ไทยมีจุดแข็งด้านความเป็น Safe Haven โครงสร้างพื้นฐานที่มีศักยภาพระดับต้นๆ ของอาเซียน นิคมอุตสาหกรรมกว่า 80 แห่ง ระบบน้ำ ไฟฟ้า ท่าเรือ และสนามบิน รวมถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์ FastPass

อีกด้านหนึ่งคือเรื่องที่มักถูกพูดถึงน้อยกว่าโครงสร้างพื้นฐาน นั่นคือ ความน่าอยู่ของประเทศ ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของบริษัทระดับโลกที่ต้องการดึง Talent เข้ามาทำงานและใช้ชีวิตในไทย


ขณะที่ Citi มีเครือข่ายลูกค้าระดับโลกกว่า 180 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ โซลูชันบริหารความเสี่ยงจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน รวมถึงระบบการเงินดิจิทัล โดยเฉพาะจุดแข็งของไทยด้าน Instant Payment และระบบอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วสูง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่ไทยพัฒนาไปไกลและมีศักยภาพในการรองรับธุรกิจยุคใหม่ 

ขณะเดียวกัน การที่ภาคการเงินยังเดินหน้าพัฒนาความปลอดภัยของระบบให้เข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดทำให้การนำเสนอประเทศไทยต่อนักลงทุนต่างชาติเริ่มมีองค์ประกอบครบขึ้น ตั้งแต่คำถามว่า “จะตั้งฐานธุรกิจที่ไหน” ไปจนถึง “เมื่อเอาเงินเข้ามาแล้ว จะบริหารเงินอย่างไร”

ปลายทางของความพยายามครั้งนี้ คือการทำให้ไทยเข้าไปอยู่ในสายตาของบริษัทที่กำลังตัดสินใจลงทุนใน AI, Digital, Semiconductor, EV, Green Energy และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นั่นคือเหตุผลที่การจับมือของ BOI กับ Citi น่าจับตาในฐานะ จุดเริ่มต้นของการทำ Marketing ประเทศในรูปแบบใหม่ ที่หยิบเอาทั้งเครือข่ายนักลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบการเงินมารวมอยู่ในข้อเสนอเดียว เพื่อทำให้ประเทศไทยมีตำแหน่งที่ชัดขึ้นบนแผนที่การลงทุนโลก.

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney



Author

อุมาภรณ์ พิทักษ์

อุมาภรณ์ พิทักษ์
เศรษฐกิจ การเงิน ลงทุน และ อสังหาริมทรัพย์