
การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ อาจนำไปสู่ภาวะ Split Congress และความเสี่ยง Government Shutdown ซึ่งกระทบต่อนโยบายการคลังและมาตรการเศรษฐกิจในอนาคต
โลกกำลังเผชิญกับความผันผวนและความไม่แน่นอนสูง ตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัญหาหนี้สาธารณะทั่วโลก ฝั่งยุโรปยังมีประท้วงเกิดขึ้นในหลายประเทศ ไปจนถึงประเด็นการเมืองในสหรัฐฯ ที่พรุ่งนี้ (3 พ.ย. 2569) จะมีการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ หรือ US midterm elections 2026 เรื่องเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการลงทุนของไทยอย่างไร
ชยนนท์ รักกาญจนันท์ Co-Founder Finnomena Group และ CEO Finnomena Funds เล่าว่า ตลาดประเมินสถานการณ์การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ว่า โอกาสที่พรรคเดโมแครตจะครองสภาล่างมีสูงมาก จนเกิดภาวะ Split Congress ซึ่งทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกลดอำนาจในการผ่านกฎหมายและงบประมาณต่างๆ ลง เพราะถึงเสนอเข้าสภาแต่อาจโดนค้านได้
ขณะเดียวกัน สิ่งที่ทรัมป์ยังทำได้คือการใช้อำนาจฝ่ายบริหาร (Executive Order) เช่น การใช้มาตรา 232 และ 301 ในการทำสงครามการค้า รวมถึงนโยบายด้านการทหาร ซึ่งรวมถึงการเจรจาหรือโจมตีอิหร่านได้
ความเสี่ยงและสิ่งที่ต้องจับตาคือ กฎหมายภาษีและการเร่งรัดงบประมาณสหรัฐฯ ที่จะต้องเบิกจ่ายงบฯ ของปีถัดไป หากในสภาฯ ไม่สามารถเจรจากันได้ก็มีโอกาสที่จะเกิด Government Shutdown ซึ่งตลาดมองความเป็นไปได้ที่จะเกิดสถานการณ์นี้ถึง 27% ซึ่งการเลือกตั้งกลางเทอมนี้มองว่าจะมีผลต่อทิศทางการดำเนินนโยบาย และมาตรการต่างๆ ของสหรัฐฯ ในระยะถัดไป
ด้าน ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า การเลือกตั้งกลางเทอมนี้อาจไม่ได้เป็น Game Changer มากนัก เพราะตลาดค่อนข้างมองไปในทางที่ว่า พรรครีพับลิกันของทรัมป์น่าจะเสียการควบคุมในสภาล่าง โดยมองว่าอาจมีผลกระทบในหลายด้าน เช่น ความเสี่ยงการเกิด Government Shutdown และปัญหาเพดานหนี้สาธารณะ แต่มองว่าสงครามการค้าก็ยังเกิดขึ้นได้ เพราะทรัมป์ยังไม่ได้ใช้อำนาจกฎหมาย แต่หากแพ้ในสภาล่างก็จะได้แรงสนับสนุนน้อยลง แต่ยังต้องจับตาเรื่องการออกเกณฑ์การกำกับเรื่อง AI ที่อาจเกิดขึ้น
ส่วนสถานการณ์ในยุโรป มองว่า ปัจจุบันปัญหาเกิดขึ้นกับประเทศใหญ่อย่างฝรั่งเศสและอิตาลี ซึ่งเป็นปัญหาทางการเมือง ฝั่งประชาชนประท้วงต้องการสวัสดิการที่ดีขึ้น แต่มีแรงกดดันในตลาดการเงินที่ฝั่งนักลงทุนพันธบัตรมองว่ารัฐบาลควรลดค่าใช้จ่ายจากภาวะหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้ มองว่าผลกระทบยังจำกัดเพราะสถาบันจัดอันดับเครดิตยังไม่ได้ปรับลดความน่าเชื่อถือประเทศฝรั่งเศส และตลาดยังไม่กังวลเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ผลกระทบหลักๆ จึงตกไปอยู่ที่ทิศทางดอกเบี้ยที่อาจสูงขึ้นและกระทบต่อความมั่นใจมากกว่า
ส่วนผลกระทบต่อไทย ดร.พิพัฒน์ ประเมินว่า ทั้งสถานการณ์ในยุโรป การเลือกตั้งกลางเทอม และความเสี่ยงการเกิด Government Shutdown ของสหรัฐฯ จะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการลงทุนของไทยโดยตรง
ในภาพรวมความเสี่ยงคือ ดอกเบี้ยกำลังเป็นขาขึ้น เศรษฐกิจกำลังจะชะลอ ซึ่งตลาดหุ้นไม่ชอบภาวะนี้จนเริ่มเห็นความผันผวนมากขึ้นซึ่งอาจกระทบต่อ Sentiment ของตลาดที่อาจลดความเสี่ยงลง จนอาจเห็น Fund Flow หรือเงินทุนที่ไหลออกจากหุ้น หรือสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งอาจทำให้เม็ดเงินไหลเข้าประเทศเกิดใหม่รวมถึงไทยช้าลง
ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ KKP คาดการณ์การเติบโต (GDP) ไว้ที่ประมาณ 2.5% โดยเป็นการเติบโตแบบ K-Shaped ที่ K ขาบน เติบโตได้ดีจากแรงหนุนของภาคการส่งออก โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่ K ขาล่างยังชะลอลง เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์, ปิโตรเคมี ไปจนถึงการท่องเที่ยว
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การบริโภคในประเทศที่เริ่มโตช้าลง ประกอบกับการส่งออกและการลงทุนในกลุ่ม AI ต้องพึ่งพาการนำเข้าสูงมาก ทำให้การนำเข้าโตเร็วกว่าการส่งออกจนไทยเริ่มขาดดุลการค้า แม้ตัวเลขเศรษฐกิจรวมอาจดูดีขึ้น แต่มันกระจุกตัวอยู่แค่ขาบน ทำให้คนส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ค่อยดี
ดังนั้นการลงทุนในหุ้นไทย ควรเลือก Sector ที่อาจปลอดภัยมากขึ้นอย่างกลุ่มธนาคาร หรือกลุ่มที่มีการเติบโตในระยะยาวอย่าง กลุ่ม Healthcare กลุ่มพวกอาหารและเครื่องดื่ม ขณะนี้อยู่ระหว่างการทบทวนเป้าหมายดัชนี SET Index ปี 2569 ปัจจุบันยังคงไว้ที่ 1,680 จุด โดยต้องจับตามองกำไรบริษัทจดทะเบียนไทย ซึ่งยังไม่ค่อยเติบโต ยกเว้นกลุ่มปิโตรเคมีที่ดีกว่าเพราะปัจจัยด้านราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ การจัดพอร์ตลงทุน มองว่าควรกระจายความเสี่ยงและมุ่งลงทุนระยะยาว โดยเน้นการกระจายไปในประเทศและอุตสาหกรรมที่มีการเติบโต เช่น หุ้นโลก หุ้นสหรัฐฯ รวมถึงอาจมองหาทางเลือกการลงทุนอย่าง Fixed Income ในตราสารหนี้ต่างประเทศ แต่ในช่วงนี้ยังคงให้ทรงตัวไปก่อน ยังไม่ควรให้น้ำหนักในการลงทุนเพิ่มเติมมากนัก
ส่วนทองคำ มองว่าอาจมีติดอยู่ในพอร์ตราว 2-5% เพื่อป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ แต่ต้องระวังเพราะทองคำมักจะเหนื่อยในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นขาขึ้น
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney