
หุ้น Microsoft ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการเมื่อวันพุธที่ผ่านมา หลังบริษัทประกาศผลประกอบการประจำไตรมาส 1 ปี 2027 พบ รายได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากธุรกิจ Azure บริการคลาวด์ ที่เติบโตสูงถึง 48%
การรายงานผลประกอบการครั้งนี้ ยังนับว่าเป็นครั้งแรกหลังจากบริษัทปรับรูปแบบการรายงานผลประกอบการใหม่ โดยแบ่งธุรกิจออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ Agents and Infra กลุ่มธุรกิจ AI Agents และโครงสร้างพื้นฐาน และ Devices and Consumer กลุ่มธุรกิจอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค
โดยผลประกอบการของ Microsoft เมื่อเทียบกับตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยของนักวิเคราะห์ LSEG มีรายละเอียดดังนี้
Microsoft เปิดเผยว่า รายได้รวมในไตรมาสนี้ที่สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2026 เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจุบัน Azure ได้ก้าวขึ้นมาเป็นธุรกิจเดี่ยวที่สร้างรายได้สูงที่สุดของบริษัทแล้ว
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญในไตรมาสนี้ คือ Microsoft เปิดเผยรายได้ของธุรกิจ Azure ในรูปตัวเงินเป็นครั้งแรก โดยระบุว่า Azure สร้างรายได้รวม 33,170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะเผชิญปัญหาความล่าช้าในการส่งมอบกำลังการให้บริการจากผู้ให้บริการภายนอกก็ตาม
ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่นักวิเคราะห์จาก StreetAccount คาดการณ์ไว้ที่ 32,320 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยอัตราการเติบโตของ Azure ในไตรมาสก่อนหน้าสิ้นสุดในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาอยู่ที่ 42% นั่นหมายความว่า ธุรกิจคลาวด์ของ Microsoft ยังคงขยายตัวอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความต้องการใช้ AI ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และยังมีคาดการณ์ว่า รายได้ของ Azure จะเติบโตขึ้นอีก 49-50% ในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ หากคำนวณโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเติบโตที่ 45.1%
Microsoft ยังได้ปรับรูปแบบการรายงานผลประกอบการใหม่ โดยแบ่งธุรกิจออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นการปรับโครงสร้างการรายงานผลประกอบการครั้งสำคัญ หลังจากตลอด 11 ปีที่ผ่านมา Microsoft แบ่งธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ซึ่งครอบคลุมผลิตภัณฑ์อย่าง Azure, Office และ Windows
สำหรับกลุ่มธุรกิจ Agents and Infra มีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 25% แตะระดับ 76,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 75,630 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรายได้ธุรกิจกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 83.2% ของรายได้ทั้งหมด
กลุ่มธุรกิจดังกล่าวประกอบด้วย Azure ผลิตภัณฑ์ Microsoft 365 บนคลาวด์ บริการและสิทธิการใช้งานซอฟต์แวร์ด้านเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) และเซิร์ฟเวอร์ รวมถึงโซลูชันสำหรับภาคอุตสาหกรรม บริการเทคโนโลยีขั้นสูง (Frontier Services) และบริการสนับสนุนลูกค้า
Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft เปิดเผยระหว่างการประชุมกับนักวิเคราะห์ว่า จำนวนผู้ใช้งาน Microsoft 365 Copilot ผู้ช่วย AI สำหรับการทำงาน เพิ่มขึ้น 50% จากไตรมาสก่อนหน้า
ในทางกลับกัน กลุ่มธุรกิจ Devices and Consumer มีรายได้ลดลง 3% เหลือ 15,480 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังสูงกว่าที่นักวิเคราะห์จาก StreetAccount คาดการณ์ไว้ที่ 15,050 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ธุรกิจกลุ่มนี้ครอบคลุมบริการค้นหาและโฆษณา (Search and Advertising) ธุรกิจเกม Xbox อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ และรายได้จากการขายสิทธิการใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows ให้กับผู้ผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
Microsoft เปิดเผยว่า ยอดขายอุปกรณ์และสิทธิการใช้งาน Windows ลดลงถึง 22% เนื่องจากต้นทุนหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ บริษัทยังระบุถึงปัจจัยจากการสิ้นสุดการสนับสนุน Windows 10 เมื่อปีที่ผ่านมา ประกอบกับความต้องการซื้อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ที่ยังคงอ่อนแอ
Microsoft กำลังอยู่ในช่วงเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐาน Data Center อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังสามารถรักษากระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ให้อยู่ในแดนบวกได้ แตกต่างจากผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่บางแห่งที่กำลังเผชิญภาวะกระแสเงินสดติดลบ
ในไตรมาสที่ผ่านมา Microsoft มีรายจ่ายฝ่ายทุน (Capital Expenditures หรือ CapEx) รวมกับภาระสัญญาเช่าทางการเงิน (Finance Leases) อยู่ที่ 45,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นประมาณ 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 50,670 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ Microsoft คาดการณ์ว่าจะมีรายได้อยู่ระหว่าง 96,000-97,100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหากพิจารณาจากค่ากลางของช่วงดังกล่าว จะเท่ากับการเติบโตประมาณ 18.8% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์จาก LSEG คาดการณ์ว่าจะมีรายได้ 95,600 ล้านดอลลาร์
ในไตรมาสนี้ Microsoft ระบุว่า รายจ่ายเพื่อซื้อที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ มีอัตราสูงกว่าการเติบโตของ CapEx โดยรวม ซึ่งรวมภาระสัญญาเช่าทางการเงินด้วย
โดยปัจจุบัน ประมาณ 75% ของ CapEx ของ Microsoft ถูกใช้ไปกับสินทรัพย์ที่มีอายุการใช้งานค่อนข้างสั้น อย่างเช่น ชิปประมวลผลของ Intel และ GPU ของ Nvidia ซึ่งสัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นจากประมาณ 66% ในช่วงสามไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ประมาณ 50%
ทั้งนี้ Microsoft กำลังให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลที่สามารถนำมาเปิดให้บริการและสร้างรายได้ได้อย่างรวดเร็ว มากกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะสร้างผลตอบแทน
นอกจากนี้ บริษัทตั้งเป้า CapEx รวมกับภาระสัญญาเช่าทางการเงินในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณนี้ไว้ที่กว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยของนักวิเคราะห์อยู่ที่ 53,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดย Microsoft ยังวางแผนใช้งบลงทุนสูงถึง 170,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดปี 2027 เนื่องจากยังต้องเร่งแก้ไขข้อจำกัดด้านกำลังการให้บริการที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
แม้รายได้และกำไรของ Microsoft จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่การลงทุนจำนวนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI เริ่มส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทอย่างชัดเจน
โดยกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ของ Microsoft ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณลดลง 27% เหลือ 18,630 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม Microsoft ยังคงอยู่ในสถานะที่ดีกว่าคู่แข่งบางรายในอุตสาหกรรมคลาวด์ โดย Alphabet บริษัทแม่ของ Google เพิ่งรายงานกระแสเงินสดอิสระติดลบมากกว่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่ Meta เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า กระแสเงินสดของบริษัทพลิกกลับมาติดลบเป็นครั้งแรก
Microsoft ยืนยันว่า จะยังคงสามารถสร้างกระแสเงินสดอิสระเป็นบวกได้ตลอดปีงบประมาณ 2027 แต่บริษัทก็พร้อมพิจารณาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม หากพบว่ามีเงื่อนไขที่น่าสนใจและเหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจ
นอกเหนือจากการเร่งลงทุนด้าน AI แล้ว Microsoft ยังเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรและบริหารต้นทุนอย่างเข้มข้น เพื่อรักษาประสิทธิภาพในการใช้เงินทุน ท่ามกลางภาระการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ Microsoft ประกาศแผนปรับลดพนักงานจำนวน 4,800 ตำแหน่ง ต่อมาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา บริษัทได้ประกาศเสนอแพ็กเกจสมัครใจลาออกให้กับพนักงานที่เข้าเกณฑ์สูงสุดถึง 60,000 คน
นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา Microsoft ยังได้จัดตั้งหน่วยงานใหม่ที่รับผิดชอบด้านการนำ AI ไปใช้งานจริง (AI Implementation Unit) พร้อมเปิดตัว Copilot AI ในรูปแบบ “Super App” ซึ่งรวมความสามารถด้านต่าง ๆ ไว้ในแอปพลิเคชันเดียว รวมถึงความสามารถในการเขียนโค้ด
ทั้งหมดนี้ Microsoft กำลังเดินหน้าปรับทั้งโครงสร้างธุรกิจ เทคโนโลยี และกำลังคน เพื่อรองรับการแข่งขันในยุค AI โดยมีโจทย์สำคัญคือ การเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนมหาศาลให้กลายเป็นรายได้และผลตอบแทนที่คุ้มค่า ขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมต้นทุนและรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทในระยะยาว
แม้ Microsoft จะรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง แต่ผลตอบแทนของหุ้นบริษัทตั้งแต่ต้นปียังคงต่ำกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวม
ณ ราคาปิดตลาดวันพุธ หุ้น Microsoft ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 10% นับตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 13% ในช่วงเวลาเดียวกัน
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ https://www.facebook.com/ThairathMoney