ผ่าดีลใหญ่ “ปตท. - เอสซีจี” รวมธุรกิจปิโตรเคมี คาดแล้วเสร็จครึ่งหลังปี 2570

Investment

Stocks

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ผ่าดีลใหญ่ “ปตท. - เอสซีจี” รวมธุรกิจปิโตรเคมี คาดแล้วเสร็จครึ่งหลังปี 2570

Date Time: 29 ต.ค. 2569 10:56 น.

Video

รับมือน้ำท่วม เช็คการเงิน - ประกัน หรือยัง? | Money Issue EP.80

“Summary“

SCGC และ PTTGC เตรียมรวมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทย ตั้งเป้าประโยชน์ Synergy ปีละ 5,100–6,800 ล้านบาท คาดปรับโครงสร้างเสร็จครึ่งแรกปี 2570 และรวมธุรกิจเสร็จครึ่งปีหลัง

Latest


เกาะติดดีลใหญ่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย หลัง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ในกลุ่ม ปตท. เตรียมเสนอผู้ถือหุ้นพิจารณาการรวมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย ระหว่าง SCG Chemicals (SCGC) กับ PTTGC

พร้อมตั้งเป้าประโยชน์จากการผนึกกำลังทางธุรกิจ (Synergy) ไว้ที่ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 5,100-6,800 ล้านบาท เมื่อสามารถใช้ประโยชน์จากการรวมธุรกิจได้อย่างเต็มที่

โดยทั้งสองบริษัทแจ้งมติคณะกรรมการต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 โดยกำหนดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 3 ธันวาคม 2569 เวลา 09.00 น. เพื่อพิจารณาธุรกรรมดังกล่าว

หากได้รับอนุมัติและดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนด คาดว่าการปรับโครงสร้างธุรกิจจะแล้วเสร็จในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 ก่อนที่การรวมธุรกิจจะแล้วเสร็จในช่วงครึ่งหลังของปีเดียวกัน


ผ่าดีล SCGC-PTTGC รวมปิโตรฯ ในไทย

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า การรวมธุรกิจครั้งนี้จะดำเนินการผ่านการควบบริษัทย่อยของ SCGC กับบริษัทย่อยของ PTTGC โดยทั้งสองบริษัทจะปรับโครงสร้างธุรกิจของตนเองก่อน เพื่อให้ธุรกิจที่นำมารวมกัน จำกัดเฉพาะธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยที่อยู่ในขอบเขตของธุรกรรม

ในส่วนของ SCGC จะดำเนินการปรับโครงสร้างธุรกิจภายใน ซึ่งรวมถึงการแยกทรัพย์สินที่อยู่นอกขอบเขตของธุรกรรมออกจากบริษัท ไทยโพลิเอททีลีน จำกัด (TPE) และบริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด (ROC) การปรับโครงสร้างการถือหุ้นในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการโอนหุ้นในบริษัทที่เกี่ยวข้องให้แก่ TPE ด้วย

ส่วน PTTGC จะโอนธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยที่อยู่ในขอบเขตของธุรกรรมไปยังบริษัทย่อยที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งเรียกว่า GC SPV

หลังจากการปรับโครงสร้างธุรกิจของทั้งสองฝ่ายแล้วเสร็จ TPE จะควบบริษัทกับ GC SPV ตามมาตรา 1238(2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดย GC SPV จะเป็นบริษัทที่คงสภาพนิติบุคคลอยู่ภายหลังการควบรวม 

ขณะที่ TPE จะสิ้นสภาพนิติบุคคล และ GC SPV จะรับโอนทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดทั้งหมดของ TPE โดยผลของกฎหมาย

ทั้งนี้ การรวมธุรกิจมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้งผู้ประกอบธุรกิจปิโตรเคมีชั้นนำในภูมิภาค และเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศไทยในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลก โดยจะผสานศักยภาพด้านการผลิตในธุรกิจปลายน้ำ ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เทคโนโลยีที่เป็นกรรมสิทธิ์ และความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงของ SCGC เข้ากับจุดแข็งด้านการผลิตในธุรกิจต้นน้ำ การเข้าถึงวัตถุดิบที่เชื่อมโยงกับธุรกิจโรงกลั่น และโครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจรของ PTTGC

บริษัทระบุว่าธุรกรรมคาดว่าจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านการวางแผนร่วมกันและการจัดสรรวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนใช้ประโยชน์จากโรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภคที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนผ่านการประหยัดจากขนาด การบริหารห่วงโซ่อุปทาน การวางแผนซ่อมบำรุงร่วมกัน และการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อนในอนาคต

จากการประเมินร่วมกันของ SCGC และ PTTGC ธุรกรรมคาดว่าจะสร้างประโยชน์จากการผนึกกำลังและการบูรณาการอย่างต่อเนื่องภายหลังธุรกรรมแล้วเสร็จ และเมื่อใช้ประโยชน์จากธุรกรรมได้อย่างเต็มที่ คาดว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่า 5,100-6,800 ล้านบาท หรือ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ประโยชน์ดังกล่าวส่วนใหญ่คาดว่าจะมาจากการดำเนินงานด้านปฏิบัติการ ด้านการค้า และด้านองค์กร โดยใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่มีอยู่โดยไม่จำเป็นต้องมีรายจ่ายลงทุนเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ บริษัทระบุว่าผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงและระยะเวลาที่จะได้รับอาจแตกต่างจากประมาณการ ขึ้นอยู่กับการวางแผน ความคืบหน้าในการดำเนินงาน สภาวะตลาด และสภาวะการดำเนินงานในขณะนั้น


คาดปรับโครงสร้างเสร็จครึ่งแรกปี 2570 ก่อนรวมธุรกิจครึ่งหลังปีเดียวกัน

สำหรับกำหนดการดำเนินธุรกรรม SCC ระบุว่าการปรับโครงสร้างธุรกิจของทั้งสองฝ่ายต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงการได้รับอนุมัติหรือคำยืนยันที่จำเป็นจากหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า การได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ PTTGC และ SCGC ตลอดจนความยินยอมหรือการผ่อนผันที่จำเป็นจากคู่สัญญาในสัญญาที่เกี่ยวข้อง

ภายหลังการปรับโครงสร้างแล้วเสร็จ การควบรวม TPE และ GC SPV ยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขบังคับก่อนที่เกี่ยวข้องตามที่คู่สัญญากำหนดไว้ในสัญญา

บริษัทคาดว่าเงื่อนไขบังคับก่อนของการปรับโครงสร้างจะสำเร็จครบถ้วน และการปรับโครงสร้างจะแล้วเสร็จภายในครึ่งแรกของปี 2570 ขณะที่การรวมธุรกิจคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในครึ่งหลังของปี 2570

ทั้งนี้ SCC กำหนดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 3 ธันวาคม 2569 เพื่อพิจารณาอนุมัติให้ SCGC เข้าทำธุรกรรมรวมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยc

รวมถึงการมอบอำนาจให้คณะกรรมการบริษัทและบุคคลที่ได้รับมอบหมายดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมดังกล่าว

ส่วน PTTGC จะเสนอผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในธุรกิจเดียวกันในการประชุมวันเดียวกัน


นับเป็นอีกดีลใหญ่ที่ต้องจับตาของสองกลุ่มทุนไทยอย่าง ปตท. และเอสซีจี ซึ่งต้องติดตามกันต่อว่า การรวมธุรกิจครั้งนี้จะได้รับไฟเขียวจากผู้ถือหุ้นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแผนหรือไม่ ก่อนเดินหน้าสู่การรวมธุรกิจอย่างเป็นทางการในปี 2570

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney 


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ