
เกาะติดดีลใหญ่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย หลัง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ในกลุ่ม ปตท. เตรียมเสนอผู้ถือหุ้นพิจารณาการรวมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย ระหว่าง SCG Chemicals (SCGC) กับ PTTGC
พร้อมตั้งเป้าประโยชน์จากการผนึกกำลังทางธุรกิจ (Synergy) ไว้ที่ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 5,100-6,800 ล้านบาท เมื่อสามารถใช้ประโยชน์จากการรวมธุรกิจได้อย่างเต็มที่
โดยทั้งสองบริษัทแจ้งมติคณะกรรมการต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 โดยกำหนดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 3 ธันวาคม 2569 เวลา 09.00 น. เพื่อพิจารณาธุรกรรมดังกล่าว
หากได้รับอนุมัติและดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนด คาดว่าการปรับโครงสร้างธุรกิจจะแล้วเสร็จในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 ก่อนที่การรวมธุรกิจจะแล้วเสร็จในช่วงครึ่งหลังของปีเดียวกัน
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า การรวมธุรกิจครั้งนี้จะดำเนินการผ่านการควบบริษัทย่อยของ SCGC กับบริษัทย่อยของ PTTGC โดยทั้งสองบริษัทจะปรับโครงสร้างธุรกิจของตนเองก่อน เพื่อให้ธุรกิจที่นำมารวมกัน จำกัดเฉพาะธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยที่อยู่ในขอบเขตของธุรกรรม
ในส่วนของ SCGC จะดำเนินการปรับโครงสร้างธุรกิจภายใน ซึ่งรวมถึงการแยกทรัพย์สินที่อยู่นอกขอบเขตของธุรกรรมออกจากบริษัท ไทยโพลิเอททีลีน จำกัด (TPE) และบริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด (ROC) การปรับโครงสร้างการถือหุ้นในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการโอนหุ้นในบริษัทที่เกี่ยวข้องให้แก่ TPE ด้วย
ส่วน PTTGC จะโอนธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยที่อยู่ในขอบเขตของธุรกรรมไปยังบริษัทย่อยที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งเรียกว่า GC SPV
หลังจากการปรับโครงสร้างธุรกิจของทั้งสองฝ่ายแล้วเสร็จ TPE จะควบบริษัทกับ GC SPV ตามมาตรา 1238(2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดย GC SPV จะเป็นบริษัทที่คงสภาพนิติบุคคลอยู่ภายหลังการควบรวม
ขณะที่ TPE จะสิ้นสภาพนิติบุคคล และ GC SPV จะรับโอนทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดทั้งหมดของ TPE โดยผลของกฎหมาย
ทั้งนี้ การรวมธุรกิจมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้งผู้ประกอบธุรกิจปิโตรเคมีชั้นนำในภูมิภาค และเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศไทยในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลก โดยจะผสานศักยภาพด้านการผลิตในธุรกิจปลายน้ำ ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เทคโนโลยีที่เป็นกรรมสิทธิ์ และความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงของ SCGC เข้ากับจุดแข็งด้านการผลิตในธุรกิจต้นน้ำ การเข้าถึงวัตถุดิบที่เชื่อมโยงกับธุรกิจโรงกลั่น และโครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจรของ PTTGC
บริษัทระบุว่าธุรกรรมคาดว่าจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านการวางแผนร่วมกันและการจัดสรรวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนใช้ประโยชน์จากโรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภคที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนผ่านการประหยัดจากขนาด การบริหารห่วงโซ่อุปทาน การวางแผนซ่อมบำรุงร่วมกัน และการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อนในอนาคต
จากการประเมินร่วมกันของ SCGC และ PTTGC ธุรกรรมคาดว่าจะสร้างประโยชน์จากการผนึกกำลังและการบูรณาการอย่างต่อเนื่องภายหลังธุรกรรมแล้วเสร็จ และเมื่อใช้ประโยชน์จากธุรกรรมได้อย่างเต็มที่ คาดว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่า 5,100-6,800 ล้านบาท หรือ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
ประโยชน์ดังกล่าวส่วนใหญ่คาดว่าจะมาจากการดำเนินงานด้านปฏิบัติการ ด้านการค้า และด้านองค์กร โดยใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่มีอยู่โดยไม่จำเป็นต้องมีรายจ่ายลงทุนเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ บริษัทระบุว่าผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงและระยะเวลาที่จะได้รับอาจแตกต่างจากประมาณการ ขึ้นอยู่กับการวางแผน ความคืบหน้าในการดำเนินงาน สภาวะตลาด และสภาวะการดำเนินงานในขณะนั้น
สำหรับกำหนดการดำเนินธุรกรรม SCC ระบุว่าการปรับโครงสร้างธุรกิจของทั้งสองฝ่ายต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงการได้รับอนุมัติหรือคำยืนยันที่จำเป็นจากหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า การได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ PTTGC และ SCGC ตลอดจนความยินยอมหรือการผ่อนผันที่จำเป็นจากคู่สัญญาในสัญญาที่เกี่ยวข้อง
ภายหลังการปรับโครงสร้างแล้วเสร็จ การควบรวม TPE และ GC SPV ยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขบังคับก่อนที่เกี่ยวข้องตามที่คู่สัญญากำหนดไว้ในสัญญา
บริษัทคาดว่าเงื่อนไขบังคับก่อนของการปรับโครงสร้างจะสำเร็จครบถ้วน และการปรับโครงสร้างจะแล้วเสร็จภายในครึ่งแรกของปี 2570 ขณะที่การรวมธุรกิจคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในครึ่งหลังของปี 2570
ทั้งนี้ SCC กำหนดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 3 ธันวาคม 2569 เพื่อพิจารณาอนุมัติให้ SCGC เข้าทำธุรกรรมรวมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยc
รวมถึงการมอบอำนาจให้คณะกรรมการบริษัทและบุคคลที่ได้รับมอบหมายดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมดังกล่าว
ส่วน PTTGC จะเสนอผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในธุรกิจเดียวกันในการประชุมวันเดียวกัน
นับเป็นอีกดีลใหญ่ที่ต้องจับตาของสองกลุ่มทุนไทยอย่าง ปตท. และเอสซีจี ซึ่งต้องติดตามกันต่อว่า การรวมธุรกิจครั้งนี้จะได้รับไฟเขียวจากผู้ถือหุ้นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแผนหรือไม่ ก่อนเดินหน้าสู่การรวมธุรกิจอย่างเป็นทางการในปี 2570
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney