
กลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ในตลาดหุ้นไทย เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการร่วมกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
เปิดปฏิบัติการใหญ่ทลายเครือข่ายฟอกเงินสแกมเมอร์ข้ามชาติ ยึดและอายัดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 26,000 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการยึดอายัดหุ้นไทยสูงถึง 16,000 ล้านบาท ในบริษัทจดทะเบียนชั้นนำอย่าง BCP, VGI และ MFC
เบื้องหลังการเปิดปฏิบัติการครั้งนี้ มาจากการสืบสวนขยายผลเครือข่ายของ นายเบนจามิน และนายยิม ซึ่งเป็นกลุ่มมิจฉาชีพฉ้อโกงออนไลน์และสแกมเมอร์ข้ามชาติ โดยเงินที่ได้จากการหลอกลวงถูกส่งผ่านธนาคาร B.I.C. ในประเทศกัมพูชา และซุกซ่อนผ่านกองทุนต่างประเทศในสิงคโปร์หลายชั้น
ก่อนจะย้อนกลับเข้ามาในประเทศไทยในคราบของ "เงินลงทุนจากต่างประเทศ" เพื่อเข้ากว้านซื้อและถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่
ศ.ดร.พรอนงค์ เปิดเผยกับ Thairath Money ว่า การตรวจสอบกลุ่มผู้กระทำความผิดในเคสนี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อกลายเป็นข่าวสาธารณะ แต่ ก.ล.ต. ได้ติดตามและตรวจสอบพฤติกรรมของกลุ่มนี้มาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้แล้ว
"จริง ๆ สำนักงานได้มีการติดตามและตรวจสอบมา ก่อนที่จะเป็นข่าวสาธารณะ เพียงแต่การติดตามตรวจสอบต้องใช้ระยะเวลา เนื่องจากมีความซับซ้อนในเชิงโครงสร้าง มีการใช้กองทุนที่จัดตั้งขึ้นในต่างประเทศเข้ามาถือครองหลักทรัพย์" ศ.ดร.พรอนงค์ กล่าว
เลขาธิการ ก.ล.ต. อธิบายเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของการดำเนินคดีลักษณะนี้ คือการพิสูจน์ให้ได้ว่า “ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (UBO)” อยู่หลังกองทุนต่างประเทศคือใคร
ซึ่งกองทุนที่กลุ่มนี้เลือกใช้ เป็นกองทุนประเภท VCC (Variable Capital Company) ที่จัดตั้งขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ
สำหรับประเด็นข้อกังขาเรื่องระยะเวลาในการสืบสวนสอบสวน จนไปถึงการเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย "ช้าหรือเร็ว" เพียงใดนั้น ศ.ดร.พรอนงค์ ชี้ว่า ไม่อยากถกเถียงว่าช้าหรือเร็ว แต่อยากให้พิจารณาจากข้อเท็จจริงของโครงสร้างคดีที่มีความซับซ้อนสูง เนื่องจากกลุ่มมิจฉาชีพมีการซุกซ่อนเงินผ่านกองทุนในต่างประเทศที่มีหน่วยงานกำกับดูแลกำกับอยู่อย่างซับซ้อนหลายชั้น
หากเป็นกรณีการทุจริตที่เส้นทางการเงินอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด กระบวนการตรวจสอบและดำเนินคดีจะสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและกระชับ แต่เมื่อเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปต่างประเทศ ก.ล.ต. จำเป็นต้องบูรณาการและขอความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศผ่าน MMoU ขององค์กรกำกับดูแลตลาดทุนนานาชาติ (IOSCO) ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานให้รอบคอบและรัดกุม
อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. ได้ติดตามและตรวจสอบกลุ่มนี้เชิงรุกมาอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติหลายระดับชั้น โดยหากพยานหลักฐานส่วนไหนครบถ้วนก่อนก็ดำเนินการทันที เช่น การกล่าวโทษนายยิมในเคสหุ้น MVP ไปแล้วก่อนหน้า
ส่วนประเด็นที่สังคมและนักลงทุนมักตั้งคำถาม คือการพบว่ากลุ่มทุนเทาหรือเงินสแกมเมอร์เข้ามาฟอกเงินในตลาดหุ้น จะกลายเป็นสิ่งที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของตลาดหุ้นไทยหรือไม่?
ศ.ดร.พรอนงค์ ให้มุมมองและชวนคิดกลับว่า ทุกครั้งที่มีการทลายขบวนการโกง หรือพบการบิดเบือนงบการเงิน สังคมมักจะตกใจและบอกว่าตลาดหุ้นไทยกำลังเสีย Trust & Confidence ไป แต่สำหรับ ก.ล.ต. มองตรงกันข้าม
“เรากำลังทำให้เห็นแล้วว่ามันมีคนโกง แล้วเราก็ลากเขามาลงโทษได้ ข่าวเรื่องการยึดทรัพย์หรือมหากาพย์เหล่านี้ พอเราดำเนินคดีได้ มันย่อมทำให้เกิด Trust & Confidence มากขึ้น ว่าไม่ว่าจะใช้โครงสร้างซับซ้อนแบบไหน เราก็ลากไปจนถึง UBO ได้"
ดังนั้น การที่มีเงินเทาพยายามไหลเข้ามาฟอกเงินในตลาดหุ้น ไม่ได้หมายความว่าเงินเทาจะสามารถเข้ามาครอบงำตลาดหุ้นไทยได้สำเร็จ เพราะท้ายที่สุดเมื่อพบการกระทำความผิด ก็ต้องถูกลากตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอยู่ดี
ขณะเดียวกัน จากประสบการณ์การเดินทางไปร่วม Roadshow และหารือกับนักลงทุน รวมถึงผู้สื่อข่าวในต่างประเทศ ก็พบว่าไม่มีนักลงทุนต่างชาติรายใดหยิบยกประเด็นคดีฟอกเงินเหล่านี้มาตั้งคำถามในเชิงลบเลย เพราะตลาดหุ้นทั่วโลกต่างก็ต้องเผชิญกับความพยายามของมิจฉาชีพในลักษณะนี้เช่นกัน
สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญที่สุด จึงไม่ใช่การที่ “ไม่มีคนโกงเข้ามา” แต่คือการที่ “เมื่อมีคนโกงเข้ามาแล้ว หน่วยงานกำกับดูแลสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างจริงจัง เด็ดขาด และไม่เลือกปฏิบัติ” ต่างหาก
สำหรับข้อสงสัยที่ว่าตลาดหุ้นไทยมี "ช่องโหว่" ที่เปิดทางให้เงินเทาเข้ามาฟอกเงินได้ง่ายหรือไม่นั้น ศ.ดร.พรอนงค์ ยืนยันหนักแน่นว่า ตลาดหุ้นไทยมีเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูล มีระบบการรายงานตามมาตรา 246 และเกณฑ์ Tender Offer ตามมาตรา 247 ที่เข้มแข็ง
รวมถึงมีระบบคัดกรองนักลงทุนผ่านกระบวนการ KYC (Know Your Customer) และ CDD (Customer Due Diligence) ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ที่เป็นตัวกลางอย่างเข้มงวด
พร้อมยกตัวอย่างว่า ถ้าเป็นมิจฉาชีพเดินเข้ามาตรงๆ เช่น ไม่มีรายได้ แต่ยื่นเงินเข้ามาซื้อหุ้นเป็นพันล้านหมื่นล้าน ระบบคัดกรอง KYC/CDD ของโบรกเกอร์ย่อมตรวจพบและบล็อกได้ทันที แต่กรณีนี้เป็นการสร้างโครงสร้างซับซ้อนหลายชั้นบังหน้า ซึ่งดูภายนอกเหมือนจะถูกกฎหมายและสมเหตุสมผล
ศ.ดร.พรอนงค์ ชี้ให้เห็นว่า แม้โครงสร้างต่างประเทศจะซ่อนเงินไว้หลายชั้นจนระบบคัดกรองขั้นแรกอาจไม่เห็น 100% ในวันแรก แต่ ก.ล.ต. มีระบบการตรวจสอบย้อนหลัง มี "ต่อมเอ๊ะ" ที่เมื่อพบความผิดปกติในการถือครองหุ้นหรือสิทธิ์ออกเสียง ก็สามารถสืบเจาะลึกนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีได้ในที่สุด
พร้อมกันนี้ เราไม่ควรมองกองทุนต่างประเทศหรือกองทุน VCC ในเชิงลบแบบ "เหมาเข่ง" เพราะกองทุนส่วนใหญ่ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง สุจริต และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่ดี มีเพียงส่วนน้อยมากเท่านั้นที่ถูกกลุ่มมิจฉาชีพนำมาใช้เป็นเครื่องมือบังหน้าเท่านั้น
สำหรับขั้นตอนการดำเนินคดีหลังจากนี้ ศ.ดร.พรอนงค์ เล่าว่า จะเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันแบบกระชับระหว่าง 3 หน่วยงานรัฐ ได้แก่ สำนักงาน ปปง., สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงาน ก.ล.ต.
พร้อมให้ความมั่นใจว่า ถ้ามีหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ชี้ว่าใครเป็นผู้กระทำผิดเพิ่มเติม จะไม่มีการละเว้นการบังคับใช้กฎหมาย และไม่มีกลั่นแกล้ง ใครกระทำความผิดก็ต้องนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายตามพยานหลักฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนทุกคน
"เงินเทาอาจจะไหลเข้ามา พยายามที่จะฟอกเงินในตลาดหุ้น แต่ท้ายที่สุด ก็ต้องได้รับการดำเนินการตามกฎหมาย” ศ.ดร.พรอนงค์ กล่าวทิ้งท้าย
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney