
เปิดปฏิบัติการใหญ่ทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ แถลงผลการสืบสวนขยายผลขบวนการฉ้อโกงออนไลน์และสแกมเมอร์ข้ามโลก ที่ยักย้ายถ่ายเทเงินผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศหลายชั้น ก่อนนำกลับเข้ามาแปรสภาพถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
พร้อมสั่งยึดอายัดทรัพย์สินและหุ้นไทยรวมมูลค่ากว่า 26,000 ล้านบาท ยืนยันยึดเฉพาะหุ้นตัวบุคคลผู้กระทำผิด ไม่กระทบการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน
พล.ต.อ. อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) และผู้อำนวยการ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตฉอ.ตร.) กล่าวว่า คดีนี้สืบเนื่องจากการสืบสวนขยายผลเครือข่ายของนายเบนจามิน และนายยิม ซึ่งนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดฉ้อโกงออนไลน์และสแกมเมอร์ ส่งผ่านธนาคาร B.I.C. ในประเทศกัมพูชา และกองทุนต่างประเทศในสิงคโปร์หลายชั้น
แล้วย้อนกลับเข้ามาในรูปของ "เงินลงทุนจากต่างประเทศ" เพื่อเข้าถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
โดยเครือข่ายนี้มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจนออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
เส้นทางเงินถูกแปรสภาพผ่าน 3 ช่วงเวลาสำคัญ คือ ช่วงปี 2562–2564 ใช้บัญชีส่วนตัว บัญชีครอบครัว และนิติบุคคลนอมินีถ่ายเทเงิน ต่อมาช่วงปี 2565–2566 โอนเงินตรงจากกัมพูชาเข้าไทยแล้วส่งต่อไปยังกองทุนในสิงคโปร์ และช่วงปี 2567–2568 ธนาคาร B.I.C. โอนเงินเข้ากองทุน CAI ในสิงคโปร์กว่าหลายหมื่นล้านบาท ก่อนนำมาซื้อหุ้นไทย
พล.ต.อ. อิทธิพล กล่าวอีกว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 4 จุด สามารถยึดของกลางสำคัญที่เชื่อมโยงเส้นทางเงิน เช่น สัญญากู้ยืม เอกสารเกี่ยวกับกองทุนหุ้น 6 แฟ้ม อุปกรณ์เก็บคริปโต Ledger 3 เครื่อง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ
โดยดำเนินคดีผู้ต้องหารวม 7 ราย ใน 4 ข้อหาหนัก ได้แก่
กมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวว่า จากการบูรณาการร่วมกันระหว่าง ตำรวจสอบสวนกลาง, ก.ล.ต. และ ปปง. คณะกรรมการธุรกรรมได้มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของเครือข่ายนี้แล้วรวม 5 คำสั่ง มูลค่ารวม 26,000 ล้านบาท
ประกอบด้วยการยึดอายัดหุ้นไทยของเครือข่าย มูลค่ารวมราว 16,000 ล้านบาท ได้แก่ BCP, VGI และ MFC โดยหุ้น BCP มีมูลค่าสูงที่สุด รวมถึงทรัพย์สินอื่น เช่น เรือยอชต์ รถยนต์ บัญชีเงินฝาก และที่ดิน
ในขั้นตอนต่อไป สำนักงาน ปปง. ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อยู่ระหว่างดำเนินการรวบรวมกลุ่มผู้เสียหายเพื่อเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสิทธิ์ โดยจะมีการประกาศแจ้งให้ผู้เสียหายที่ได้รับความเดือดร้อนจากการฉ้อโกงของเครือข่ายนี้ มายื่นคำร้องขอรับการคุ้มครองสิทธิ์ เพื่อที่ ปปง. จะได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นต่อศาลแพ่งให้มีคำสั่งนำทรัพย์สินที่ยึดอายัดไว้มาเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้เสียหายตามกฎหมายต่อไป
ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า การตรวจสอบคดีนี้เริ่มจากการพบข้อสงสัยกรณีบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ คือ บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI ได้เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (PP) ให้แก่กองทุนต่างประเทศ 3 กลุ่ม ได้แก่ CAI Optimum Fund VCC, Opus-Chartered Issuances S.A. และ Thai IR
จากการประสานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ ทำให้พบว่าผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner: UVO) ของทั้ง 3 กองทุน เป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน คือ กลุ่มนายเบนจามิน, นายยิม, น.ส.แคทรียา และ น.ส.สุภารัตน์
ซึ่งถือหุ้นรวมกันเกินกว่า 25% ของสิทธิ์ออกเสียง เข้าลักษณะเป็นการกระทำร่วมกัน เพื่อครอบงำกิจการ แต่กลับไม่มีการรายงานการได้มาตามมาตรา 246 และไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด (Tender Offer) ตามมาตรา 247 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ ก.ล.ต. จึงได้ดำเนินการกล่าวโทษผู้กระทำความผิดดังกล่าว
นอกจากนี้ ศ.ดร.พรอนงค์ กล่าวเน้นย้ำถึงผลกระทบต่อตลาดทุนและบริษัทจดทะเบียนว่า การสั่งยึดอายัดหุ้นในครั้งนี้ เป็นการยึดอายัดเฉพาะหุ้นที่อยู่ในการครอบครองของกลุ่มบุคคลผู้กระทำความผิดเท่านั้น
ตัวบริษัทจดทะเบียน เช่น VGI หรือบริษัทอื่น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดแต่อย่างใด ดังนั้น บริษัทจึงสามารถดำเนินกิจการได้ตามปกติ รวมถึงผู้ถือหุ้นทั่วไปยังคงซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ได้ตามปกติ ไม่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งอายัดนี้
อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นได้จากการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม รอบคอบ และเด็ดขาด การบูรณาการร่วมกันระหว่าง ตำรวจ, ปปง. และ ก.ล.ต. ในคดีนี้ เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่ากระบวนการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายของไทยมีความเป็นอิสระและเข้มงวด
ไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะเป็นกลุ่มทุนใหญ่ มีความซับซ้อน หรือซุกซ่อนเงินผ่านหลายประเทศเพียงใด ก็สามารถสืบสวนนำตัวมาดำเนินคดีและยึดทรัพย์ได้ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในตลาดทุนไทยได้อย่างยั่งยืน
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney