
Anthropic เตรียมสร้างประวัติศาสตร์เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังดำเนินธุรกิจมาเพียง 5 ปี เปิดงบครึ่งแรกปี 2026 รายได้พุ่งกว่า 1,304% แตะ 16,290 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากแรงหนุนลูกค้าองค์กรและเครื่องมือเขียนโค้ด AI แต่ยังขาดทุนสูงถึง 80,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนใหญ่เกิดจากรายการทางบัญชี พร้อมเปิดภาระผูกพันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI สูงหลัก 5 แสนล้าน ท่ามกลางความกังวลของ ตลาดว่าการเติบโตของธุรกิจ AI จะคุ้มค่ากับเงินลงทุนมหาศาลหรือไม่
Anthropic กำลังเตรียมเข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ หลังยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลหลักทรัพย์ Form S-1 ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) โดยมีแผนเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ภายใต้ชื่อย่อ “ANT”
ตามข้อมูลที่ Reuters เคยรายงานไว้ ระบุว่า มีบางแหล่งคาดการณ์ว่า Anthropic จะระดมทุนเพิ่มได้มากถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับว่าเป็น IPO ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จะดันให้มูลค่าบริษัททะยานสู่ 1.5-2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะกลายเป็นหนึ่งในบริษัท AI รายใหญ่ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรม AI เนื่องจาก Anthropic เป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 หรือมีอายุเพียง 5 ปี แต่สามารถเติบโตขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของตลาด Generative AI และเป็นคู่แข่งโดยตรงของ OpenAI และ Google
ก่อนหน้านี้ Anthropic ได้ยื่นเอกสาร IPO ต่อ SEC เป็นการลับตั้งแต่เดือนมิถุนายน เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานกำกับดูแลตรวจสอบข้อมูลทางการเงิน ก่อนเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณชนและนักลงทุน
การเติบโตของ Anthropic เร่งตัวขึ้นอย่างมากในปี 2026 โดยเฉพาะความนิยมของ Claude Code เครื่องมือ AI สำหรับช่วยเขียนและพัฒนาซอฟต์แวร์ รวมถึงโมเดลประสิทธิภาพสูงอย่าง Claude Fable 5 และ Mythos 5 ที่ช่วยขยายขีดความสามารถของบริษัทในการแข่งขันกับผู้พัฒนา AI รายอื่น
อย่างไรก็ตาม การเตรียมเข้าตลาดหุ้นครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนของหุ้นเทคโนโลยี และความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับความคุ้มค่าของเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรม AI
หนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ถูกเปิดเผยในเอกสาร IPO คือผลประกอบการของ Anthropic ที่จะเห็นทั้งการเติบโตแบบก้าวกระโดดและต้นทุนทางการเงินมหาศาลของธุรกิจ AI
ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน Anthropic มีรายได้รวม 16,290 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1,304% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 1,160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รายได้ตลอดปี 2025 อยู่ที่ 4,590 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1,089% จากปีก่อนหน้า
แต่ในอีกด้านหนึ่ง บริษัทกลับรายงานผลขาดทุนสุทธิสูงถึง 80,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้นอย่างมากจากผลขาดทุน 12,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดียวกันของปี 2025
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขขาดทุนดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าบริษัทใช้เงินสดไปทั้งหมด 80,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะประมาณ 72,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐของผลขาดทุนเกิดจากรายการทางบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงมูลค่าของหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Notes)
Anthropic อธิบายว่า รายการดังกล่าวเป็นผลจากมูลค่ากิจการที่ปรับตัวสูงขึ้นในแต่ละช่วงเวลา ส่งผลให้มูลค่าหนี้สินที่เกี่ยวข้องกับตราสารแปลงสภาพเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชี
สำหรับผลประกอบการย้อนหลัง บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 41,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เพิ่มขึ้นจาก 8,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024
ตัวเลขเหล่านี้กลายเป็นความท้าทายสำคัญของธุรกิจ AI ที่แม้รายได้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังต้องแบกรับภาระทางการเงินและการลงทุนจำนวนมาก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยี
นอกจากนี้ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2026 Anthropic ยังมีหนี้สินคงค้างประมาณ 6,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นเงินต้นจากหุ้นกู้แปลงสภาพที่ออกให้ Amazon นับตั้งแต่ปี 2023
แม้ Anthropic จะมีผลขาดทุนจำนวนมหาศาล แต่หนึ่งในตัวเลขที่สร้างความสนใจให้กับนักลงทุนมากที่สุดคือ อัตราการรักษารายได้สุทธิจากลูกค้าเดิม หรือ Net Revenue Retention (NRR) ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 900% ณ วันที่ 30 กันยายน 2026
NRR เป็นตัวชี้วัดว่าลูกค้าเดิมสร้างรายได้ให้บริษัทเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า โดยคำนึงถึงทั้งการขยายการใช้งาน การลดการใช้บริการ และการเลิกใช้บริการ
เพราะฉะนั้นตัวเลข NRR ที่ 900% หมายความว่า โดยรวมแล้วรายได้จากฐานลูกค้าเดิมของ Anthropic เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 9 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทซอฟต์แวร์คลาวด์ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น ซึ่งมีค่า NRR เฉลี่ยอยู่ที่ 108% ณ เดือนมกราคม จะเห็นได้ชัดว่าการขยายตัวของรายได้จากลูกค้าเดิมของ Anthropic อยู่ในระดับที่สูงเป็นพิเศษ
Anthropic ระบุว่า เมื่อโมเดล AI มีความสามารถมากขึ้น ลูกค้ามักขยายความร่วมมือกับ Anthropic เพราะค้นพบวิธีใหม่ ๆ ในการนำ Claude เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน ส่งผลให้ AI สามารถรับผิดชอบงานได้หลากหลายและซับซ้อนยิ่งขึ้น
อีกหนึ่งปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตคือการเปิดตัวโมเดล AI รุ่นใหม่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการทำงานบางประเภทลงได้ ทำให้องค์กรสามารถนำ AI ไปใช้งานได้มากขึ้นโดยมีต้นทุนต่อการทำงานลดลง
อีกหนึ่งจุดแข็งที่ Anthropic เปิดเผยในเอกสาร IPO คือ การขยายตัวของฐานลูกค้าองค์กร โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2026 บริษัทมีลูกค้าองค์กรที่สร้างรายได้ในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง (Trailing Twelve Months: TTM) ดังนี้
ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า Anthropic ไม่ได้พึ่งพาเพียงผู้ใช้งานรายบุคคล แต่สามารถขยายฐานลูกค้าไปสู่องค์กรขนาดใหญ่ที่มีงบประมาณลงทุนด้าน AI อย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ลูกค้าองค์กรจำนวนมากขึ้นยังเริ่มทำสัญญาใช้บริการระยะยาว ทั้งสัญญารายปีและหลายปีที่ไม่สามารถยกเลิกได้ ซึ่งช่วยเพิ่มความต่อเนื่องของรายได้ในอนาคต
สำหรับโครงสร้างรายได้ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 Anthropic แบ่งรายได้ออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
โดย Anthropic คาดว่ารายได้ตามปริมาณการใช้งานจะยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัทต่อไปในอนาคต
โครงสร้างรายได้ลักษณะนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะหมายความว่า หากองค์กรนำ Claude ไปใช้ในกระบวนการทำงานมากขึ้น รายได้ของ Anthropic ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามปริมาณการใช้งาน แม้จะไม่ได้เพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่ในอัตราเดียวกันก็ตาม
แม้รายได้จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่การรักษาความสามารถในการแข่งขันของ Anthropic จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานสำหรับฝึกและให้บริการโมเดล AI
เอกสาร IPO เปิดเผยว่า Anthropic มีภาระผูกพันที่จะต้องจ่ายเงินให้ผู้ให้บริการกำลังประมวลผล (Compute) ในอนาคตประมาณ 417,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมทั้ง Data Center อุปกรณ์ประมวลผลภายใน Data Center และบริการคลาวด์
ข้อตกลงนี้มีกำหนดเริ่มต้นระหว่างปี 2026-2027 โดยมีระยะเวลาสัญญาตั้งแต่น้อยกว่า 1 ปี ไปจนถึงสูงสุด 20 ปี
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ทำข้อตกลงสั่งซื้อกำลังประมวลผลเพิ่มเติม ซึ่งมีกำหนดส่งมอบช่วงปี 2028-2031 โดยยังไม่ได้สรุปราคาขั้นสุดท้าย แต่คาดว่าจะเพิ่มภาระผูกพันในการชำระเงินอีกประมาณ 125,000-150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อรวมกันแล้ว Anthropic จึงมีภาระผูกพันและการสั่งซื้อกำลังประมวลผลในอนาคตคิดเป็นมูลค่าอย่างน้อย 542,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 567,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นภาระผูกพันและประมาณการค่าใช้จ่ายในอนาคตตามระยะเวลาของสัญญา ไม่ใช่เงินสดที่บริษัทต้องจ่ายทั้งหมดในทันที
Anthropic ยอมรับว่า การพัฒนาโมเดล AI ขั้นสูงจำเป็นต้องเข้าถึงทรัพยากรประมวลผลเฉพาะทางในปริมาณมหาศาล และความต้องการดังกล่าวยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บริษัทเตือนว่า หากไม่สามารถจัดหากำลังประมวลผลได้เพียงพอ หรือไม่สามารถบริหารทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจทำให้บริษัทตามหลังคู่แข่งในด้านความสามารถของโมเดล AI
อีกหนึ่งความเสี่ยงคือ การคาดการณ์ความต้องการกำลังประมวลผลในอนาคต ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูงมาก หากประเมินต่ำเกินไป บริษัทอาจเผชิญปัญหาทรัพยากรไม่เพียงพอ แต่หากประเมินสูงเกินไป ก็อาจต้องแบกรับต้นทุนจากกำลังประมวลผลที่ไม่ได้ใช้งานเต็มประสิทธิภาพ
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ Anthropic คือ การกระจายแหล่งกำลังประมวลผล เพื่อลดการพึ่งพาผู้ผลิตชิปเพียงรายเดียว
บริษัทเปิดเผยว่า ปัจจุบันใช้ชิป AI จากผู้ให้บริการหลัก 4 ราย ได้แก่ Nvidia GPU, AMD GPU, Amazon AWS Trainium และ Google TPU
แทนที่จะพัฒนาโมเดล AI ให้ทำงานบนชิปเพียงประเภทเดียว Anthropic ได้พัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถเลือกส่งงานประมวลผลไปยังชิปที่มีประสิทธิภาพและความคุ้มค่าเหมาะสมที่สุดในแต่ละช่วงเวลา
บริษัทมองทรัพยากรประมวลผลจากชิปแต่ละประเภทเป็นเสมือนทรัพยากรชุดเดียวกันที่สามารถบริหารจัดสรรร่วมกันได้ หรือ Single Fungible Pool กลยุทธ์นี้จะช่วยให้ Anthropic เลือกใช้ชิปจากผู้ผลิตหลายรายตามต้นทุน ประสิทธิภาพ และความพร้อมในการให้บริการ โดยไม่จำเป็นต้องผูกอนาคตของบริษัทไว้กับผู้ผลิตชิปรายใดรายหนึ่ง
สำหรับข้อตกลงสำคัญที่ Anthropic เปิดเผย มีทั้งการทำสัญญาระยะยาวกับ SpaceXAI, Nscale และ Lambda เพื่อเข้าถึงชิป Nvidia รวมถึงแผนและภาระผูกพันที่เกี่ยวข้องกับชิปจากผู้ผลิตรายอื่น ได้แก่
นอกจากนี้ ผู้พัฒนาชิปหลักทั้ง 4 รายยังมีความสัมพันธ์ด้านการลงทุนกับ Anthropic ผ่านการถือหุ้นหรือสิทธิในการเข้าถือหุ้นของ Anthropic อีกด้วย นับเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ระหว่างผู้พัฒนาโมเดล AI ผู้ผลิตชิป และผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่
Anthropic ระบุว่า บริษัทคาดว่าจะต้องลงทุนในด้านกำลังประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐานต่อไปอีกเป็นเวลานาน เพื่อให้มีทรัพยากรทางเทคโนโลยีเพียงพอสำหรับรักษาและขยายความเป็นผู้นำในการพัฒนา AI ขั้นสูง
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญในเอกสาร IPO คือ โครงสร้างการถือหุ้นและสิทธิออกเสียง ซึ่งจะช่วยให้กลุ่มผู้ก่อตั้ง Anthropic ยังคงมีอำนาจควบคุมทิศทางบริษัท แม้จะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไปแล้ว
Anthropic เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ก่อตั้งทั้ง 7 คนจะเป็นสมาชิกนิติบุคคลเพียงกลุ่มเดียวที่จัดตั้งขึ้นในชื่อ Founder LLC ซึ่งจะถือครองสิทธิออกเสียงรวม 50.1% ของหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด โดยสมาชิกประกอบด้วย
ซึ่งกลุ่มผู้ก่อตั้งจะถือหุ้น Class A รวมกันประมาณ 1,700 ล้านหุ้น
โครงสร้างนี้หมายความว่า แม้ Anthropic จะเปิดให้นักลงทุนภายนอกเข้ามาถือหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์ แต่กลุ่มผู้ก่อตั้งยังสามารถรักษาอำนาจการตัดสินใจในประเด็นสำคัญของบริษัทผ่านสิทธิออกเสียงส่วนใหญ่ได้
สำหรับการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งประวัติศาสตร์ของ Anthropic บริษัทได้แต่งตั้งสถาบันการเงินรายใหญ่หลายแห่งเข้ามาร่วมดำเนินการ
โดย Goldman Sachs จะเป็น Lead Left หรือผู้จัดจำหน่ายหลักที่มีชื่อปรากฏเป็นอันดับแรกในเอกสารเสนอขายหุ้น ขณะที่ Morgan Stanley เป็นอีกหนึ่งสถาบันการเงินหลักของดีลนี้
นอกจากนี้ ยังมีสถาบันการเงินที่เข้าร่วมการเสนอขายหุ้น ได้แก่ JPMorgan, Citigroup, Barclays, Wells Fargo, Bank of America, Deutsche Bank, RBC Capital Markets, UBS Investment Bank, BMO Capital Markets, BNP Paribas, Crédit Agricole CIB, Jefferies, Mizuho, MUFG, Société Générale, TD Securities, BTIG, Cantor, Capital One Securities และ Macquarie Capital
สำหรับนักลงทุน การเข้าตลาดหุ้นของ Anthropic จึงไม่ได้เป็นเพียงโอกาสในการลงทุนในบริษัทผู้พัฒนา Claude เท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญว่า ธุรกิจ Generative AI ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จะสามารถเปลี่ยนความต้องการใช้งานเทคโนโลยีให้กลายเป็นผลกำไรที่ยั่งยืนได้จริงหรือไม่
เพราะแม้ Anthropic จะมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 13 เท่าในช่วงครึ่งปีแรก และลูกค้าเดิมเพิ่มการใช้จ่ายอย่างมหาศาล แต่บริษัทก็ยังเผชิญผลขาดทุนจำนวนมาก และมีภาระผูกพันด้านกำลังประมวลผลในอนาคตที่สูงกว่ารายได้ปัจจุบันหลายเท่า
คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า AI จะเติบโตต่อไปหรือไม่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าการเติบโตดังกล่าวจะสร้างผลตอบแทนได้มากพอที่จะคุ้มค่ากับเงินลงทุนมหาศาลที่บริษัท AI กำลังทุ่มลงไปหรือไม่
ที่มา: CNBC, Reuters, Business Insider
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ https://www.facebook.com/ThairathMoney