
ธนาคารกสิกรไทย (KBank) ครองอันดับ 1 ด้านกำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2569 ที่ 40,635 ล้านบาท เติบโต 3.43% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ไม่ทันไรก็เข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 และถึงเวลาที่ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 ออกมากันครบ Thairath Money อยากชวนมาเจาะลึกงบการเงินทั้ง 10 ธนาคารว่าท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากทิศทางดอกเบี้ยขาลง และเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง
ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2569 (ม.ค. - ก.ย.) ธนาคารที่มีทั้งรายได้จากการดำเนินงานและกำไรสุทธิสูงสุด อันดับ 1 ธนาคารกสิกรไทย (KBank) มีรายได้รวม 146,886 ล้านบาท แม้จะลดลง 0.04% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แต่ในด้านกำไรสุทธิยังสูงถึง 40,635 ล้านบาท เติบโต 3.43%YoY
ขณะที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) มีรายได้รวมสูงเป็นอันดับสองอยู่ที่ 126,862 ล้านบาท เติบโต 7.7%YoY โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 25,572 ล้านบาท เติบโต 3.90% ถือว่าแบงก์เดียวใน 5 ธนาคารใหญ่ที่ยังเป็นบวกทั้งรายได้ฯ และกำไรสุทธิ ฝั่งรายได้มีแรงหนุนมาจากสินเชื่อรายใหญ่และในอาเซียนที่ยังเติบโตได้ดี
อันดับ 3 คือธนาคารกรุงเทพ (BBL) มีรายได้จากผลการดำเนินงานอยู่ที่ 121,810 ล้านบาท ลดลง 11.56%YoY ฝั่งกำไรสุทธิอยู่ที่ 29,981 ล้านบาท ลดลง 21.60% มาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง หลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินของลูกค้า โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.47%
ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ที่เป็นธุรกิจหลักและแหล่งสร้างรายได้กว่า 96.3% ให้บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX ได้อันดับ 4 ล่าสุดประกาศตัวเลขรายได้รวมฯ อยู่ที่ 119,060 ล้านบาท ลดลง 8.40%YoY ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 31,989 ล้านบาท ลดลง 14.3% YoY สาเหตุหลักมาจากรายได้ดอกเบี้ยและการลงทุนรวมถึงการค้าที่ปรับลดลง
และสุดท้าย อันดับ 5 ธนาคารกรุงไทย (KTB) มีรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 114,081 ล้านบาท ลดลง 7.20%YoY มีกำไรสุทธิ 37,145 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.80%YoY การปรับลดลงมาจากแรงกดดันของรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลง 13.0% แต่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยยังคงเติบโตได้ดีจากธุรกิจ Wealth, ธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ฯลฯ
แต่ถ้าจะดูว่าธนาคารไหนรายได้และกำไรเติบโตสูงที่สุด กลายเป็นกลุ่มธนาคารไซซ์เล็กที่มีอัตราสูงกว่า ในด้านรายได้จากผลการดำเนินงานเติบโตสูงสุด คือ ธนาคารไทยเครดิต (Credit) ที่มีจำนวน 12,510.5 ล้านบาท เติบโต 14%YoY
ส่วนธนาคารที่กำไรสุทธิโตแรงสุดใน 10 ธนาคารคือ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) มีกำไรสุทธิ 6,466 ล้านบาท เติบโตกระโดดถึง 56.10%YoY เพราะได้แรงหนุนมาจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตขึ้น 40.2%YoY มาจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง, ค่าธรรมเนียม, การให้บริการการลงทุนแบบดิจิทัลของธุรกิจไดม์ (Dime!) ฯลฯ รวมถึงผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่ปรับลดลงตามคุณภาพสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้น
เมื่อส่องดูในรายละเอียด เหตุผลหลักที่รายได้ของแบงก์ต่างปรับลดลงเพราะช่วงที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทยมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง และหลายธนาคารยังต้องหั่นดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกค้าเฉพาะกลุ่ม
หนึ่งในตัวเลขที่สะท้อนว่า ธุรกิจธนาคารมีกำไรจากดอกเบี้ยแค่ไหน ต้องดูที่ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM ซึ่งในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 มีหลายแบงก์ที่ NIM ปรับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เช่น
ส่วนธนาคารที่ NIM สูงสุดคือ ธนาคารไทยเครดิต NIM อยู่ที่ 7.80% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 ปี 2569 ที่อยู่ 7.60% ในงบการเงินระบุว่าสาเหตุที่ปรับตัวดีขึ้นมาจากต้นทุนค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลง 20.9 ล้านบาท
ถัดมาคือ บมจ. ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) NIM อยู่ที่ 5.00% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 ปี 2568 ที่อยู่ 4.84% สาเหตุเพราะต้นทุนเงินฝากที่ลดลง ขณะเดียวกันที่ NIM ของ TISCO สูงกว่าแบงก์อื่นๆ เพราะพอร์ตสินเชื่อส่วนใหญ่คือสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อที่มักมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงกว่าสินเชื่อบ้าน หรืออื่นๆ
นอกจากนี้ แบงก์ที่มีพอร์ตสินเชื่อรายย่อยโดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อสูงกว่าแบงก์อื่นๆ ก็เห็นแนวโน้มว่า NIM จะสูงกว่าและยังปรับเพิ่มขึ้น เช่น ธนาคารเกียรตินาคินภัทร NIM อยู่ที่ 4.6% จากเดิมที่อยู่ 4.50%, ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) ซึ่ง NIM อยู่ที่ 3.09% เพิ่มขึ้นจาก 2.97% เมื่อไตรมาส 3 ปี 2568
อย่างไรก็ตาม NIM ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่รายได้ฯ หรือกำไรสุทธิของธนาคารจะปรับลดลง แต่ยังมาจากยอดรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ การตั้งสำรองฯ หรืออาจมีรายการครั้งเดียวเกิดขึ้นในงบการเงินครั้งก่อนหน้าที่อาจกระทบต่องบในปัจจุบัน
ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแบบ K-shaped ธนาคารยิ่งต้องให้ความสำคัญกับกลุ่ม K ขาล่าง ที่อาจเจอปัญหาและกลายเป็นหนี้เสีย หรือ NPL แต่ ณ 30 ก.ย. 2569 แบงก์ใหญ่มีหนี้เสียกันมากแต่ไหน
ในงบการเงินของธุรกิจแบงก์คำว่า หนี้เสีย อาจใช้คำทางการไม่เหมือนกัน เช่น ธปท. ใช้คำว่า Stage 3 ที่หมายถึงการค้างชำระหนี้มา 90 วันขึ้นไป บางธนาคารอาจเรียกว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ อย่าง ธนาคารกรุงเทพ (BBL) จะเรียก NPL ว่าเงินให้สินเชื่อรวมที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 102,850 ล้านบาท ลดลง 2.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) แต่เพิ่มขึ้น 8.6% ถ้าเทียบกับสิ้นปีก่อน (YTD) โดยมี NPL Ratio ที่ 3.20%
ขณะที่ทางกสิกรไทยจะใช้คำว่าเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL gross) ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 92,640 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.07%YoY (NPL Ratio: 3.18%) ส่วน SCBX ใช้คำว่า สินเชื่อด้อยคุณภาพ ไตรมาสนี้อยู่ที่ 92,399 ล้านบาท ลดลง 3.0%YoY (NPL Ratio: 3.21%)
ส่วน NPL Ratio คือ อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม เป็นตัวเลขที่จะบอกว่าหนี้ที่แบงก์ให้สินเชื่อไปกลายเป็นหนี้เสียกี่% นักวิเคราะห์มักจะจับตาที่ตัวเลขนี้เพื่อประเมินธุรกิจธนาคารเช่นกัน
ยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี หรือเจอ Shock ใหญ่ๆ ที่เรื้อรังหนี้เสียก็อาจเพิ่มขึ้น ถือเป็นสัญญาณเตือนทางเศรษฐกิจก็ว่าได้
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney