
เวลาจัดพอร์ต เรามักจะเผลอโฟกัสแค่ว่า “ช่วงนี้หุ้นตัวไหนกำลังจะมา?” แต่แท้จริงแล้วคำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ “พอร์ตของเรามั่นคงมากพอที่จะรับมือกับแรงกระแทกในอนาคตแล้วหรือยัง?”
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผู้เชี่ยวชาญ หรือมืออาชีพ ถึงบริหารเงิน และยังคงรักษาวินัย มองเห็นโอกาส ในขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ออกอาการตื่นตกใจ?
เพราะความต่างของการลงทุนระดับมืออาชีพไม่ได้วัดกันที่ “การเดาทิศทางตลาด” แต่คือ “โครงสร้างพอร์ตและกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่น” ผ่านการกระจายความเสี่ยงที่ดีนั่นเอง
ในครั้งนี้ Thairath Money ชวนถอดรหัสกลยุทธ์จัดพอร์ตลงทุนก้าวข้ามทุกวิกฤต จากสัมมนาใหญ่แห่งปี โดย K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย และพันธมิตรระดับโลก J.P.Morgan Asset Management ในงาน “K WEALTH: The Professional Portfolio” ที่ถ่ายทอดมุมมองการลงทุนระดับโลก เพื่อเคียงข้างนักลงทุนในฐานะ Trusted Advisor หรือที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความไว้วางใจ
เพื่อก้าวข้ามความผันผวนและสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน สำหรับนักลงทุนที่มีพอร์ตลงทุนอยู่แล้วและมองหากลยุทธ์เชิงลึกที่เหนือกว่าแค่ข่าวรายวัน นี่คือบทสรุปประเด็นสำคัญและแนวทาง Action Plan ที่นำไปปรับใช้ได้จริง
ดร.ตรีพล ภูมิวสนะ K WEALTH CIO ธนาคารกสิกรไทย มีมุมมองการวางแผนการลงทุนที่ว่า สิ่งสำคัญที่สุดอันดับแรกคือการมีเป้าหมายที่ชัดเจน สร้างพอร์ตลงทุนที่มีวินัย ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในทุกสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งหัวใจสำคัญคือกลยุทธ์ “Core & Satellite Portfolio” ช่วยกระจายการลงทุน ลดการพึ่งพาสินทรัพย์หรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป เพื่อให้พอร์ตมีโอกาสเติบโตได้อย่างสมดุลในระยะยาว
การลงทุนตลอดปี 2026 เผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยสูง ตลอดจนความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI แต่บทเรียนสำคัญที่ Dr. Sylvia Sheng Lead Portfolio Manager of Multi-Asset Solutions Asia, J.P. Morgan Asset Management ได้ถอดรหัสไว้ โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดกังวล
เงินเฟ้อสหรัฐฯ แม้จะทรงตัวเหนือระดับ 3% แต่แรงกดดันหลักมาจากฝั่งอุปทาน ซึ่งมีแนวโน้มทยอยปรับลดลงอย่างชัดเจนในอีก 12-18 เดือนข้างหน้าตามห่วงโซ่อุปทานและราคาน้ำมันที่ผ่อนคลายลง ขณะที่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แม้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี จะพุ่งขึ้นแตะระดับ 5.3% ซึ่งเป็นระดับที่ดึงดูดใจและสร้างมูลค่าแก่นักลงทุน
แต่การพิจารณาพบว่า ยิลด์ที่สูงขึ้นสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยตัวเลขการเติบโตของ GDP ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่เป็นตัวเงิน (Nominal GDP) ในช่วงครึ่งปีแรกที่เติบโตเกิน 6% ซึ่งสอดคล้องกับระดับยิลด์ในปัจจุบัน J.P. Morgan Asset Management จึงมองว่า การจัดการพอร์ตฟอลิโอยังไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แม้ในสภาวะที่เงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น
ด้านตลาดหุ้นยังคงทนทานต่อดอกเบี้ยสูงได้ดี โดยการขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ Terminal Rate 4.5% เป็นการปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป คล้ายคลึงกับสถิติช่วงปี 1997 และ 1999 ที่ S&P 500 ยังทำผลงานได้ดี อีกทั้งผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2 ยังเติบโตเกือบ 50% ทำให้ J.P. Morgan Asset Management ยังคงน้ำหนัก Overweight ในหุ้นสหรัฐฯ
ส่วนประเด็นเทคโนโลยี AI มองว่ายังไม่ใช่ฟองสบู่ เนื่องจากรายได้และอัตรากำไรของบริษัทเทคโนโลยีขยายตัวจริงตามงบลงทุนมหาศาล โดยกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดคือการกระจายลงทุนครอบคลุมทั้ง 3 เลเยอร์ของห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ Infrastructure (ผู้ผลิตชิป), Models & Hyperscalers (ผู้พัฒนาคลาวด์/โมเดล) ไปจนถึง Applications (ผู้ประยุกต์ใช้งาน) เพื่อลดความเสี่ยงจากการหมุนเวียนของกระแสเงินทุน
ความแตกต่างสำคัญระหว่างนักลงทุนมืออาชีพ กับนักลงทุนรายย่อย คือการแยกอารมณ์ออกจากปัจจัยพื้นฐาน ในช่วงที่เกิดวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์จนตลาดเทขายสินทรัพย์เสี่ยง เอนีส ตียาสิริ Executive Director, Head of Southeast Asia Funds, J.P. Morgan Asset Management และ ปณตพล ตัณฑวิเชียร CFA, Chief Investment Officer, KAsset ได้สะท้อนมุมมองตรงกันว่า ขณะที่ตลาดตกใจกับตัวเลขสีแดง แต่ทีมผู้จัดการกองทุนกลับเข้าประเมินปัจจัยพื้นฐานของหุ้นเทคโนโลยีในเกาหลีใต้และไต้หวัน พบว่าผลประกอบการยังเติบโตระดับสองหลักอย่างแข็งแกร่ง จึงอาศัยจังหวะทยอยขายทำกำไรหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นอินเดีย ย้ายมาสะสมหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวัน ส่งผลให้พอร์ตฟื้นตัวกลับมาบวกได้ถึง 23-30% เมื่อตลาดรีบาวด์
ขณะที่ วีระพล บดีรัฐ Lead Wealth Advisor, K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย ชี้ให้เห็นภาพการตัดสินใจของนักลงทุนมืออาชีพมาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อยไทย จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ผ่านข้อมูลการเคลื่อนย้ายเงินทุน (Fund Flow) ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤต เช่น เหตุการณ์สงครามอิหร่าน หรือช่วงการประกาศนโยบายภาษีของทรัมป์
ในขณะที่นักลงทุนมืออาชีพพยายามวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและทยอยสะสมสินทรัพย์ที่ราคาลดลงเกินจริง นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะถอนเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างกองทุนหุ้นเทคโนโลยีหรือกองทุนหุ้นเติบโต แล้วย้ายไปถือครองสินทรัพย์สภาพคล่อง หรือกระจายไปยังสินทรัพย์ทางเลือก ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมปกติในการปกป้องความเสี่ยง แต่บ่อยครั้งก็ทำให้พลาดโอกาสในการ Rebound ของตลาด
รวมทั้ง J.P. Morgan Asset Management ยังได้เน้นยำว่า ที่ผ่านมาในอดีตที่นักลงทุนมืออาชีพเคยคาดการณ์จังหวะตลาดผิดพลาด เช่น ในช่วงปี 2015-2018 ที่มีการประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ทั่วโลกเฉลี่ยถึง 30% ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบกว่า 100 ปี ความไม่แน่นอนที่สูงมากในเวลานั้นทำให้ทีมบริหารกองทุนตัดสินใจลดความเสี่ยงด้วยการลดสัดส่วนหุ้น ย้ายไปถือตราสารหนี้และทองคำ
แต่ตลาดย้อนกลับมา Rebound อย่างรวดเร็วเนื่องจากนักลงทุนก้าวข้ามความกังวลชั่วคราวและมุ่งเป้าไปที่ผลประกอบการในอนาคต บทเรียนในครั้งนั้นสอนให้ผู้จัดการกองทุนเรียนรู้ว่า “อย่าประเมินโมเมนตัมของตลาดต่ำเกินไป” และการตัดสินใจในภาวะวิกฤตจะต้องยึดหลักการสำคัญ 4 คำคือ “Stick to the plan” โดยต้องแยกอารมณ์ออกจากปัจจัยพื้นฐาน หากเหตุผลในการลงทุนยังไม่เปลี่ยน ก็ต้องกล้าที่จะดำเนินการตามแผนอย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดยังเห็นตรงกันว่า กระดุมเม็ดแรกที่สำคัญที่สุดคือการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน และการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite Portfolio โดย Core Port มีหน้าที่เป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างความยั่งยืน ไม่ได้เน้นผลตอบแทนหวือหวา แต่ตั้งเป้าหมายสม่ำเสมอที่ 5-7% ต่อปี ซึ่งตามสถิติ ผลตอบแทน 7% ต่อปี ยั่งยืน 10 ปี จะทวีคูณเงินต้นเป็น 2 เท่าโดยไม่ต้องเติมเงิน และทำผลงานได้ดีกว่าการถือทองคำในระยะยาว 15 ปี
แต่ทั้งนี้ความผิดพลาดที่พบบ่อยในนักลงทุนไทย คือคิดว่าการถือหลายกองทุนคือการกระจายความเสี่ยง ทั้งที่จริงแล้วไส้ในถือหุ้น Big Tech ทับซ้อนกันสูงถึง 40-50% ทางออกคือการเลือกใช้บริการพอร์ต Multi-Asset อย่าง K-WealthPLUS Series กลุ่มกองทุนผสม ที่ช่วยลดความเสี่ยงพอร์ตโดยรวม มีทีมผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยดูแล Rebalance และคุมความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนให้อัตโนมัติ ช่วยลดความเครียดและพาพอร์ตข้ามผ่านวิกฤตได้อย่างปลอดภัย มั่นใจด้วยพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง J.P. Morgan Asset Management
ติดตามบทวิเคราะห์และความรู้การลงทุนจาก K WEALTH ได้ที่ https://www.kasikornbank.com/k_3TX4qg1
ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
เนื้อหาสนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย
The material and its associated content has been issued and verified by KASIKORNBANK. KASIKORNBANK has a strategic partnership with J.P. Morgan Asset Management. J.P. Morgan Asset Management does not operate onshore in Thailand.