K WEALTH กสิกรไทย x J.P. Morgan Asset Management เผยกลยุทธ์สร้างพอร์ตที่มีโอกาสโตได้ทุกสภาวะตลาด

Investment

Stocks

Content Partnership

Content Partnership

Tag

K WEALTH กสิกรไทย x J.P. Morgan Asset Management เผยกลยุทธ์สร้างพอร์ตที่มีโอกาสโตได้ทุกสภาวะตลาด

Date Time: 20 ต.ค. 2569 10:00 น.
Content Partnership

“Summary“

เลิกลงทุนแบบวิ่งตามอารมณ์ตลาด แต่สร้างพอร์ตอย่างไรที่ทนความผันผวน ชวนถอดกลยุทธ์จัดพอร์ตแบบนักลงทุนมืออาชีพจาก K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย และ J.P. Morgan Asset Management


เวลาจัดพอร์ต เรามักจะเผลอโฟกัสแค่ว่า “ช่วงนี้หุ้นตัวไหนกำลังจะมา?” แต่แท้จริงแล้วคำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ “พอร์ตของเรามั่นคงมากพอที่จะรับมือกับแรงกระแทกในอนาคตแล้วหรือยัง?” 

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผู้เชี่ยวชาญ หรือมืออาชีพ ถึงบริหารเงิน และยังคงรักษาวินัย มองเห็นโอกาส ในขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ออกอาการตื่นตกใจ? 

เพราะความต่างของการลงทุนระดับมืออาชีพไม่ได้วัดกันที่ “การเดาทิศทางตลาด” แต่คือ “โครงสร้างพอร์ตและกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่น” ผ่านการกระจายความเสี่ยงที่ดีนั่นเอง

ในครั้งนี้ Thairath Money ชวนถอดรหัสกลยุทธ์จัดพอร์ตลงทุนก้าวข้ามทุกวิกฤต จากสัมมนาใหญ่แห่งปี โดย K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย และพันธมิตรระดับโลก J.P.Morgan Asset Management ในงาน “K WEALTH: The Professional Portfolio” ที่ถ่ายทอดมุมมองการลงทุนระดับโลก เพื่อเคียงข้างนักลงทุนในฐานะ Trusted Advisor หรือที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความไว้วางใจ 

เพื่อก้าวข้ามความผันผวนและสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน สำหรับนักลงทุนที่มีพอร์ตลงทุนอยู่แล้วและมองหากลยุทธ์เชิงลึกที่เหนือกว่าแค่ข่าวรายวัน นี่คือบทสรุปประเด็นสำคัญและแนวทาง Action Plan ที่นำไปปรับใช้ได้จริง

ดร.ตรีพล ภูมิวสนะ K WEALTH CIO ธนาคารกสิกรไทย
ดร.ตรีพล ภูมิวสนะ K WEALTH CIO ธนาคารกสิกรไทย

ดร.ตรีพล ภูมิวสนะ K WEALTH CIO ธนาคารกสิกรไทย มีมุมมองการวางแผนการลงทุนที่ว่า สิ่งสำคัญที่สุดอันดับแรกคือการมีเป้าหมายที่ชัดเจน สร้างพอร์ตลงทุนที่มีวินัย ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในทุกสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งหัวใจสำคัญคือกลยุทธ์ “Core & Satellite Portfolio” ช่วยกระจายการลงทุน ลดการพึ่งพาสินทรัพย์หรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป เพื่อให้พอร์ตมีโอกาสเติบโตได้อย่างสมดุลในระยะยาว

Dr. Sylvia Sheng Lead Portfolio Manager of Multi-Asset Solutions Asia, J.P. Morgan Asset Management
Dr. Sylvia Sheng Lead Portfolio Manager of Multi-Asset Solutions Asia, J.P. Morgan Asset Management

3 บทเรียนสำคัญเปลี่ยนความผันผวนเป็นโอกาส

การลงทุนตลอดปี 2026 เผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยสูง ตลอดจนความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI แต่บทเรียนสำคัญที่ Dr. Sylvia Sheng Lead Portfolio Manager of Multi-Asset Solutions Asia, J.P. Morgan Asset Management ได้ถอดรหัสไว้ โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดกังวล

เงินเฟ้อสหรัฐฯ แม้จะทรงตัวเหนือระดับ 3% แต่แรงกดดันหลักมาจากฝั่งอุปทาน ซึ่งมีแนวโน้มทยอยปรับลดลงอย่างชัดเจนในอีก 12-18 เดือนข้างหน้าตามห่วงโซ่อุปทานและราคาน้ำมันที่ผ่อนคลายลง ขณะที่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แม้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี จะพุ่งขึ้นแตะระดับ 5.3% ซึ่งเป็นระดับที่ดึงดูดใจและสร้างมูลค่าแก่นักลงทุน 

แต่การพิจารณาพบว่า ยิลด์ที่สูงขึ้นสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยตัวเลขการเติบโตของ GDP ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่เป็นตัวเงิน (Nominal GDP) ในช่วงครึ่งปีแรกที่เติบโตเกิน 6% ซึ่งสอดคล้องกับระดับยิลด์ในปัจจุบัน J.P. Morgan Asset Management จึงมองว่า การจัดการพอร์ตฟอลิโอยังไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แม้ในสภาวะที่เงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น 

ด้านตลาดหุ้นยังคงทนทานต่อดอกเบี้ยสูงได้ดี โดยการขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ Terminal Rate 4.5% เป็นการปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป คล้ายคลึงกับสถิติช่วงปี 1997 และ 1999 ที่ S&P 500 ยังทำผลงานได้ดี อีกทั้งผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2 ยังเติบโตเกือบ 50% ทำให้ J.P. Morgan Asset Management ยังคงน้ำหนัก Overweight ในหุ้นสหรัฐฯ

ส่วนประเด็นเทคโนโลยี AI มองว่ายังไม่ใช่ฟองสบู่ เนื่องจากรายได้และอัตรากำไรของบริษัทเทคโนโลยีขยายตัวจริงตามงบลงทุนมหาศาล โดยกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดคือการกระจายลงทุนครอบคลุมทั้ง 3 เลเยอร์ของห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ Infrastructure (ผู้ผลิตชิป), Models & Hyperscalers (ผู้พัฒนาคลาวด์/โมเดล) ไปจนถึง Applications (ผู้ประยุกต์ใช้งาน) เพื่อลดความเสี่ยงจากการหมุนเวียนของกระแสเงินทุน

เอนีส ตียาสิริ Executive Director, Head of Southeast Asia Funds, J.P. Morgan Asset Management
เอนีส ตียาสิริ Executive Director, Head of Southeast Asia Funds, J.P. Morgan Asset Management

อ่านเกมแบบมืออาชีพ พลิกวิกฤตด้วย Core Portfolio

ความแตกต่างสำคัญระหว่างนักลงทุนมืออาชีพ กับนักลงทุนรายย่อย คือการแยกอารมณ์ออกจากปัจจัยพื้นฐาน ในช่วงที่เกิดวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์จนตลาดเทขายสินทรัพย์เสี่ยง เอนีส ตียาสิริ Executive Director, Head of Southeast Asia Funds, J.P. Morgan Asset Management และ ปณตพล ตัณฑวิเชียร CFA, Chief Investment Officer, KAsset ได้สะท้อนมุมมองตรงกันว่า ขณะที่ตลาดตกใจกับตัวเลขสีแดง แต่ทีมผู้จัดการกองทุนกลับเข้าประเมินปัจจัยพื้นฐานของหุ้นเทคโนโลยีในเกาหลีใต้และไต้หวัน พบว่าผลประกอบการยังเติบโตระดับสองหลักอย่างแข็งแกร่ง จึงอาศัยจังหวะทยอยขายทำกำไรหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นอินเดีย ย้ายมาสะสมหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวัน ส่งผลให้พอร์ตฟื้นตัวกลับมาบวกได้ถึง 23-30% เมื่อตลาดรีบาวด์

ขณะที่ วีระพล บดีรัฐ Lead Wealth Advisor, K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย ชี้ให้เห็นภาพการตัดสินใจของนักลงทุนมืออาชีพมาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อยไทย จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ผ่านข้อมูลการเคลื่อนย้ายเงินทุน (Fund Flow) ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤต เช่น เหตุการณ์สงครามอิหร่าน หรือช่วงการประกาศนโยบายภาษีของทรัมป์ 

ในขณะที่นักลงทุนมืออาชีพพยายามวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและทยอยสะสมสินทรัพย์ที่ราคาลดลงเกินจริง นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะถอนเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างกองทุนหุ้นเทคโนโลยีหรือกองทุนหุ้นเติบโต แล้วย้ายไปถือครองสินทรัพย์สภาพคล่อง หรือกระจายไปยังสินทรัพย์ทางเลือก ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมปกติในการปกป้องความเสี่ยง แต่บ่อยครั้งก็ทำให้พลาดโอกาสในการ Rebound ของตลาด

รวมทั้ง J.P. Morgan Asset Management ยังได้เน้นยำว่า ที่ผ่านมาในอดีตที่นักลงทุนมืออาชีพเคยคาดการณ์จังหวะตลาดผิดพลาด เช่น ในช่วงปี 2015-2018 ที่มีการประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ทั่วโลกเฉลี่ยถึง 30% ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบกว่า 100 ปี ความไม่แน่นอนที่สูงมากในเวลานั้นทำให้ทีมบริหารกองทุนตัดสินใจลดความเสี่ยงด้วยการลดสัดส่วนหุ้น ย้ายไปถือตราสารหนี้และทองคำ 

แต่ตลาดย้อนกลับมา Rebound อย่างรวดเร็วเนื่องจากนักลงทุนก้าวข้ามความกังวลชั่วคราวและมุ่งเป้าไปที่ผลประกอบการในอนาคต บทเรียนในครั้งนั้นสอนให้ผู้จัดการกองทุนเรียนรู้ว่า “อย่าประเมินโมเมนตัมของตลาดต่ำเกินไป” และการตัดสินใจในภาวะวิกฤตจะต้องยึดหลักการสำคัญ 4 คำคือ “Stick to the plan” โดยต้องแยกอารมณ์ออกจากปัจจัยพื้นฐาน หากเหตุผลในการลงทุนยังไม่เปลี่ยน ก็ต้องกล้าที่จะดำเนินการตามแผนอย่างเคร่งครัด  

กลุ่มกองทุน K-WealthPLUS Series เครื่องยนต์หลักสร้างความมั่งคั่งระยะยาว

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดยังเห็นตรงกันว่า กระดุมเม็ดแรกที่สำคัญที่สุดคือการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน และการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite Portfolio โดย Core Port มีหน้าที่เป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างความยั่งยืน ไม่ได้เน้นผลตอบแทนหวือหวา แต่ตั้งเป้าหมายสม่ำเสมอที่ 5-7% ต่อปี ซึ่งตามสถิติ ผลตอบแทน 7% ต่อปี ยั่งยืน 10 ปี จะทวีคูณเงินต้นเป็น 2 เท่าโดยไม่ต้องเติมเงิน และทำผลงานได้ดีกว่าการถือทองคำในระยะยาว 15 ปี

แต่ทั้งนี้ความผิดพลาดที่พบบ่อยในนักลงทุนไทย คือคิดว่าการถือหลายกองทุนคือการกระจายความเสี่ยง ทั้งที่จริงแล้วไส้ในถือหุ้น Big Tech ทับซ้อนกันสูงถึง 40-50% ทางออกคือการเลือกใช้บริการพอร์ต Multi-Asset อย่าง K-WealthPLUS Series กลุ่มกองทุนผสม ที่ช่วยลดความเสี่ยงพอร์ตโดยรวม มีทีมผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยดูแล Rebalance และคุมความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนให้อัตโนมัติ ช่วยลดความเครียดและพาพอร์ตข้ามผ่านวิกฤตได้อย่างปลอดภัย มั่นใจด้วยพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง J.P. Morgan Asset Management

ติดตามบทวิเคราะห์และความรู้การลงทุนจาก K WEALTH ได้ที่ https://www.kasikornbank.com/k_3TX4qg1  

ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

เนื้อหาสนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย

The material and its associated content has been issued and verified by KASIKORNBANK. KASIKORNBANK has a strategic partnership with J.P. Morgan Asset Management. J.P. Morgan Asset Management does not operate onshore in Thailand.


Author

Content Partnership

Content Partnership