
เรื่องต้องรู้! ทำไมนักลงทุนไทยต้องสนใจ "บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ" หลังพุ่งสูงสุดรอบ 24 ปี เขย่าตลาดหุ้น หุ้นกู้ ราคาทองคำ และค่าเงิน
Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 10 ปี กำลังกลับมาเป็นประเด็นที่ตลาดการเงินทั่วโลกต้องจับตา หลังผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 24 ปี ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และภาระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ และเมื่อ Bond Yield สหรัฐฯ ขยับขึ้น ย่อมส่งผลต่อตลาดหุ้น ทองคำ ค่าเงินบาท และต้นทุนทางการเงินของไทย
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี หรือ US 10-Year Treasury Yield ขยับขึ้นแตะระดับ 5.364% ในวันที่ 7 ต.ค. 2569
ก่อนจะลดลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 5.3% หลังการประมูลพันธบัตรอายุ 10 ปีมูลค่า 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์ได้รับความต้องการที่แข็งแกร่ง
โดยระดับดังกล่าวถือเป็นจุดสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2545 สะท้อนแรงขายในตลาดพันธบัตรที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง
ขณะที่ Bond Yield และราคาพันธบัตรเคลื่อนไหวสวนทางกัน เมื่อมีแรงขายพันธบัตรมาก ราคาพันธบัตรลดลง ผลตอบแทนหรือ Yield จึงปรับตัวสูงขึ้น
Reuters รายงานว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดพันธบัตรกลับมาเผชิญแรงกดดัน คือราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสร้างความกังวลว่าแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาเหนียวตัว และทำให้ธนาคารกลางต้องใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวนานกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์
นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องรับมือกับระดับหนี้ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ตลาดกังวลเกี่ยวกับปริมาณพันธบัตรที่จะถูกออกมาระดมทุนในอนาคต
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการปรับขึ้นของ US 10-Year Yield ในรอบนี้ไม่ได้เกิดจากความคาดหวังต่อดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตลาดเรียกว่า “Term Premium”
หรือผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่นักลงทุนต้องการเพื่อแลกกับการถือพันธบัตรระยะยาวและรับความไม่แน่นอนในอนาคต ซึ่งปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นอีกแรงกดดันสำคัญต่อตลาดพันธบัตร
ขณะเดียวกัน การประมูลพันธบัตรอายุ 10 ปีมูลค่า 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 7 ต.ค. กลับได้รับความต้องการที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยให้ Yield ลดลงจากระดับสูงสุดระหว่างวัน
สะท้อนว่าผู้ลงทุนบางส่วนยังมองว่าระดับผลตอบแทนที่สูงที่สุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษเริ่มมีความน่าสนใจ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังต้องติดตามทิศทางเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน นโยบาย Fed และภาระการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อไป
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่ใช้ดูตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ แต่ถือเป็นหนึ่งใน ตัวชี้วัดสำคัญของต้นทุนเงินระยะยาวและภาวะการเงินของตลาดโลก
เพราะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นสินทรัพย์อ้างอิงสำคัญในการกำหนดราคาสินทรัพย์และต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลก เมื่อ Yield เปลี่ยน นักลงทุนจึงต้องประเมินใหม่ว่า “ผลตอบแทนที่เหมาะสม” ของสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าควรอยู่ที่ระดับใด
และนั่นทำให้ผลกระทบสามารถไหลจากตลาดพันธบัตรไปสู่ตลาดหุ้น หุ้นกู้ ทอง และค่าเงิน ดังนี้
1. หุ้นกู้ - Bond Yield สหรัฐฯ ถือเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ส่งผ่านมายังต้นทุนทางการเงินทั่วโลก โดยผลการศึกษาของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) พบว่า หาก Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับเพิ่มขึ้น 1% หรือ 100 bps จะส่งผลให้ Bond Yield ไทยปรับขึ้นตามประมาณ 0.43% หรือ 43 bps
ซึ่งหมายความว่า เมื่อยีลด์สหรัฐฯ อยู่ในระดับสูง ต้นทุนการออกหุ้นกู้ของบริษัทไทยก็มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นตาม โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องออกหุ้นกู้ใหม่หรือมีหุ้นกู้เดิมทยอยครบกำหนดและต้องรีไฟแนนซ์ ซึ่งท้ายที่สุดอาจเพิ่มภาระดอกเบี้ยและกดดันกำไรของบริษัทได้
2. ตลาดหุ้น - ถ้าการลงทุนในหุ้นให้ผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ยประมาณ 5-7% ต่อปี แต่ต้องแลกกับความผันผวน และความเสี่ยงที่ราคาหุ้นอาจปรับตัวลง ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำกว่า ให้ผลตอบแทนจาก Bond Yield สูงขึ้นมาอยู่ในระดับ 5% กว่า
นักลงทุนบางส่วนก็อาจตั้งคำถามว่าแล้วจะรับความเสี่ยงจากหุ้นไปทำไม ในเมื่อพันธบัตรก็ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกัน ทำให้หุ้นมีโอกาสถูกกดดันด้าน Valuation
นักวิเคราะห์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเล็กน้อย หลังการพุ่งขึ้นของ Bond Yield กลับมากดดันบรรยากาศการลงทุนอีกครั้ง จากความกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่ง จะส่งผลต่อเงินเฟ้อในระยะถัดไป
อย่างไรก็ตาม ผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี ออกมาสะท้อน Demand เริ่มกลับมาฟื้นตัว โดยค่า Bid to Cover (BCR) ขึ้นมาที่ระดับ 2.77 จากระดับ 2.71 ในเดือนก่อน
3. ทองคำ - อีกหนึ่งสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของ Bond Yield อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “ทองคำ” เพราะทองคำไม่ได้สร้างดอกเบี้ยหรือกระแสเงินสดระหว่างที่ถือครอง ต่างจากพันธบัตรที่นักลงทุนสามารถรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยได้ ดังนั้นเมื่อ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น ทองคำจึงต้องเผชิญแรงกดดัน และทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองเพิ่มขึ้น
บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จํากัด ระบุว่า ราคาทองคําอ่อนตัวลงใกล้ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐ และทําจุดตํ่าสุดใหม่ในรอบเกือบ 2 เดือน โดยภาพรวมราคายังเผชิญแรงกดดันจากดัชนีดอลลาร์ที่แข็งค่าและ Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูง ทำให้จํากัดการรีบาวด์ของทองคํา
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลด้านเงินเฟ้อ และอาจเป็นอีกปัจจัยที่ทําให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ยังคงท่าทีระมัดระวังต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงิน
4. ค่าเงิน - เมื่อผลตอบแทนสินทรัพย์สหรัฐฯ สูงขึ้น เงินบางส่วนอาจไหลเข้าสินทรัพย์ดอลลาร์ ทำให้ดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าและเงินบาทอ่อนลง โดยนักลงทุนที่ถือสินทรัพย์ต่างประเทศอาจได้ประโยชน์จากค่าเงิน ขณะที่ผู้นำเข้าและบริษัทที่มีหนี้ดอลลาร์อาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้น
ซึ่งย้อนหลัง 1 เดือน เงินบาทอ่อนค่าราว 2.36% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ และหากนับตั้งแต่ต้นปี 2569 ที่ผ่านมา เงินบาทอ่อนค่าแล้วราว 6.60% (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ต.ค.69)
ท้ายที่สุดแล้ว “บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของนักลงทุนไทย แต่เป็นหนึ่งในราคาที่สะท้อนว่า โลกกำลังประเมินต้นทุนของเงิน ความเสี่ยง และผลตอบแทนที่ควรได้รับอย่างไร และเมื่อราคาของเงินในตลาดโลกเปลี่ยน สินทรัพย์แทบทุกประเภทก็ต้องปรับตัวตาม
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney