บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งสูงสุดรอบ 24 ปี ต่างชาติขายหุ้นไทยหนัก ฉุด SET หลุด 1,600 จุดอีกครั้ง

Investment

Stocks

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งสูงสุดรอบ 24 ปี ต่างชาติขายหุ้นไทยหนัก ฉุด SET หลุด 1,600 จุดอีกครั้ง

Date Time: 30 ก.ย. 2569 11:44 น.

Video

อธิบาย Stablecoin แบบเข้าใจง่าย จะเปลี่ยนโลกยังไง ทำไมถึงสำคัญ? | Digital Frontiers EP.76

“Summary“

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ 30 ปีพุ่งสูงสุดรอบ 24 ปี ต่างชาติขายหุ้นไทยหนัก ฉุด SET หลุด 1,600 อีกครั้ง โบรกฯ แนะจับตา PCE ชี้ทิศทางดอกเบี้ย

Latest


ตลาดหุ้นไทยในเดือน ก.ย. 2569 ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ Bond Yield ที่เร่งตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี

ขณะที่ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง และตลาดยังให้น้ำหนักกับทิศทางเงินเฟ้อและดอกเบี้ยสหรัฐฯ ทำให้บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเริ่มตึงตัวมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยกดดันจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงเทพฯ ซึ่งสร้างความกังวลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และกำลังซื้อในระยะสั้น

ต่างชาติขายหุ้นไทยเดือนเดียว 1.5 หมื่นล้าน แต่ทั้งปียังเป็น “ซื้อสุทธิ”

หนึ่งในสัญญาณที่ตลาดต้องจับตาคือ Fund Flow ของนักลงทุนต่างชาติ โดยข้อมูลการซื้อขายเดือนกันยายน 2569 พบว่า ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยราว 1.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่เฉพาะวันที่ 29 ก.ย. ต่างชาติขายสุทธิสูงถึง 7.6 พันล้านบาท ซึ่งถือเป็นแรงขายก้อนใหญ่ที่กดดันตลาดในช่วงปลายเดือน

อย่างไรก็ตาม แม้ Fund Flow จะไหลออกแรงในเดือนนี้ แต่ถ้ามองภาพตั้งแต่ต้นปี 2569 ถึงวันที่ 29 ก.ย. นั้น ยังไม่ได้ลบภาพการเข้าซื้อสะสมของต่างชาติในช่วงที่ผ่านมา

เพราะนักลงทุนต่างชาติยังคง ซื้อสุทธิหุ้นไทยสะสม 3.5 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่าแรงขายในเดือน ก.ย. เป็นการลดสถานะบางส่วน หลังจากก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมาก

ขณะที่นักลงทุนในประเทศกลับเป็นฝั่งรับหุ้น โดยเดือน ก.ย. นักลงทุนบุคคลรายย่อยซื้อสุทธิราว 16,255 ล้านบาท และตั้งแต่ต้นปีซื้อสุทธิประมาณ 4 หมื่นล้านบาท

ด้านดัชนี SET Index เอง ภาพเดือน ก.ย. มีความผันผวนค่อนข้างสูง โดยดัชนีเคยขึ้นไปแตะบริเวณ 1,620 จุด ในช่วงต้นเดือน ก่อนปรับตัวลดลงทำจุดต่ำสุดบริเวณ 1,560 จุด กลางเดือน จากนั้นฟื้นได้ชั่วคราว ก่อนจะอ่อนตัวลงในช่วงปลายเดือนจนหลุด 1,600 จุด อีกครั้ง

Bond Yield พุ่ง ตลาดเริ่มกังวล “ดอกเบี้ยสูงนาน”

สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตา คือ Bond Yield สหรัฐฯ เพราะเมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรจะมีความน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับสินทรัพย์เสี่ยง

ขณะเดียวกันต้นทุนทางการเงินและอัตราคิดลดที่ใช้ประเมินมูลค่าหุ้นก็เพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถกดดัน Valuation ของตลาดหุ้น โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่อย่างไทย

Reuters รายงานว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น โดย Bond Yield อายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับ 5.6206% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2545 ขณะที่ Bond Yield อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราผลตอบแทนอ้างอิง ปรับขึ้นแตะ 5.293% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2550

โดยตลาดยังถูกกดดันจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

โดยเดือน ก.ย. ถือเป็นเดือนที่ตลาดพันธบัตรทั่วโลกเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดย Bond Yield 10 ปีของสหรัฐฯ ปรับขึ้นเกือบ 50 bps ในเดือนเดียว และตลาดกำลังเริ่มรับรู้ถึงสภาพแวดล้อมที่อาจเป็นยุค “Higher for Longer” มากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนตลาดหุ้นต้องติดตามต่อเนื่องในไตรมาส 4

ตลาดยังผันผวน แต่มีโอกาส Sideway Up

ด้าน บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ประเมินว่า ดัชนี SET มีโอกาสเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway Up หลังบรรยากาศการลงทุนเริ่มดีขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง และตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่เปิดในแดนบวก อย่างไรก็ตาม ยังต้องระวังแรงขายในหุ้นกลุ่มพลังงาน

ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือ Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งพุ่งแตะ 5.29% ทำจุดสูงสุดใหม่ รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ที่จะเป็นข้อมูลสำคัญต่อทิศทางดอกเบี้ย

สำหรับ Fund Flow นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย และยังขายตลาดตราสารหนี้ด้วย โดย Yield Curve ไทยปรับขึ้นจากวันก่อนหน้าประมาณ 1-3 bps. ขณะที่กระแสเงินลงทุนต่างชาติในภาพรวมของวันดังกล่าวเป็น Net Outflow ที่ 3 พันล้านบาท สะท้อนว่ากระแสเงินทุนต่างชาติยังมีทิศทางไหลออกทั้งในตลาดหุ้นและตราสารหนี้

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์หลักสามารถทยอยสะสมหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์หาก Fund Flow ต่างชาติกลับเข้ามา โดยให้น้ำหนักกับธีม Data Center และโรงไฟฟ้า เช่น GPSC, BGRIM และ ADVANC รวมถึงหุ้นธนาคาร KTB, KBANK, KKP และกลุ่มท่องเที่ยว AOT, CENTEL, ERW ในมุมมองระยะกลาง-ยาว

ขณะที่ฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น โดยต่างชาติได้ขายตราสารหนี้ไทยสูงถึง 3.7 หมื่นล้านบาท(QTD)

ส่งผลให้ยอดการซื้อขายสะสมตั้งแต่ต้นปีพลิกกลับมาติดลบที่ระดับ -7,952 ล้านบาท ส่วนในตลาดหุ้นไทย ต่างชาติเทขายเกือบ 2 หมื่นล้านบาทภายในระยะเวลาเพียง 6 วันทำการ นอกจากนี้ฝั่งของตลาดอนุพันธ์ (TFEX) ต่างชาติยังมีสถานะ SHORT สุทธิสะสม 2 วันมูลค่า 3.3 หมื่นสัญญา

ปัจจัยที่กดดันให้เงินต่างชาติไหลออกจากประเทศไทย คงหนีไม่พ้นส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (BOND YIELD) อายุ 10 ปี ระหว่างสหรัฐฯและไทย ซึ่งช่องว่างของผลตอบแทนนี้ห่างขึ้นเรื่อยๆ และทำจุดสูงสุดตั้งแต่ต้นปีเป็นแรงส่งให้แนวโน้มค่าเงินบาทอ่อนค่าลง โดยมีโอกาสที่เงินบาทจะทะลุระดับสูงสุดเดิม 34 บาทต่อเหรียญฯ

ท่ามกลางวิกฤตเงินทุนไหลออกและค่าเงินที่อ่อนตัวยังคงมีโอกาส สำหรับนักลงทุนโดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่จะได้รับอานิสงค์เชิงบวกจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ได้แก่

  • กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น DELTA, HANA, KCE
  • กลุ่มส่งออกอาหารและการเกษตร เช่น TU, ITC, CPF, GFPT, STA, NER
  • กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และการแพทย์ เช่น MINT, CENTEL, ERW, AOT, BH, BDMS, PR9


ที่มา: Reuters, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.เอเซีย พลัส


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ