
ตลาดหุ้นไทยในเดือน ก.ย. 2569 ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ Bond Yield ที่เร่งตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี
ขณะที่ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง และตลาดยังให้น้ำหนักกับทิศทางเงินเฟ้อและดอกเบี้ยสหรัฐฯ ทำให้บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเริ่มตึงตัวมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยกดดันจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงเทพฯ ซึ่งสร้างความกังวลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และกำลังซื้อในระยะสั้น
หนึ่งในสัญญาณที่ตลาดต้องจับตาคือ Fund Flow ของนักลงทุนต่างชาติ โดยข้อมูลการซื้อขายเดือนกันยายน 2569 พบว่า ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยราว 1.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่เฉพาะวันที่ 29 ก.ย. ต่างชาติขายสุทธิสูงถึง 7.6 พันล้านบาท ซึ่งถือเป็นแรงขายก้อนใหญ่ที่กดดันตลาดในช่วงปลายเดือน
อย่างไรก็ตาม แม้ Fund Flow จะไหลออกแรงในเดือนนี้ แต่ถ้ามองภาพตั้งแต่ต้นปี 2569 ถึงวันที่ 29 ก.ย. นั้น ยังไม่ได้ลบภาพการเข้าซื้อสะสมของต่างชาติในช่วงที่ผ่านมา
เพราะนักลงทุนต่างชาติยังคง ซื้อสุทธิหุ้นไทยสะสม 3.5 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่าแรงขายในเดือน ก.ย. เป็นการลดสถานะบางส่วน หลังจากก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมาก
ขณะที่นักลงทุนในประเทศกลับเป็นฝั่งรับหุ้น โดยเดือน ก.ย. นักลงทุนบุคคลรายย่อยซื้อสุทธิราว 16,255 ล้านบาท และตั้งแต่ต้นปีซื้อสุทธิประมาณ 4 หมื่นล้านบาท
ด้านดัชนี SET Index เอง ภาพเดือน ก.ย. มีความผันผวนค่อนข้างสูง โดยดัชนีเคยขึ้นไปแตะบริเวณ 1,620 จุด ในช่วงต้นเดือน ก่อนปรับตัวลดลงทำจุดต่ำสุดบริเวณ 1,560 จุด กลางเดือน จากนั้นฟื้นได้ชั่วคราว ก่อนจะอ่อนตัวลงในช่วงปลายเดือนจนหลุด 1,600 จุด อีกครั้ง
สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตา คือ Bond Yield สหรัฐฯ เพราะเมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรจะมีความน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับสินทรัพย์เสี่ยง
ขณะเดียวกันต้นทุนทางการเงินและอัตราคิดลดที่ใช้ประเมินมูลค่าหุ้นก็เพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถกดดัน Valuation ของตลาดหุ้น โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่อย่างไทย
Reuters รายงานว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น โดย Bond Yield อายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับ 5.6206% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2545 ขณะที่ Bond Yield อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราผลตอบแทนอ้างอิง ปรับขึ้นแตะ 5.293% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2550
โดยตลาดยังถูกกดดันจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
โดยเดือน ก.ย. ถือเป็นเดือนที่ตลาดพันธบัตรทั่วโลกเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดย Bond Yield 10 ปีของสหรัฐฯ ปรับขึ้นเกือบ 50 bps ในเดือนเดียว และตลาดกำลังเริ่มรับรู้ถึงสภาพแวดล้อมที่อาจเป็นยุค “Higher for Longer” มากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนตลาดหุ้นต้องติดตามต่อเนื่องในไตรมาส 4
ด้าน บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ประเมินว่า ดัชนี SET มีโอกาสเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway Up หลังบรรยากาศการลงทุนเริ่มดีขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง และตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่เปิดในแดนบวก อย่างไรก็ตาม ยังต้องระวังแรงขายในหุ้นกลุ่มพลังงาน
ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือ Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งพุ่งแตะ 5.29% ทำจุดสูงสุดใหม่ รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ที่จะเป็นข้อมูลสำคัญต่อทิศทางดอกเบี้ย
สำหรับ Fund Flow นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย และยังขายตลาดตราสารหนี้ด้วย โดย Yield Curve ไทยปรับขึ้นจากวันก่อนหน้าประมาณ 1-3 bps. ขณะที่กระแสเงินลงทุนต่างชาติในภาพรวมของวันดังกล่าวเป็น Net Outflow ที่ 3 พันล้านบาท สะท้อนว่ากระแสเงินทุนต่างชาติยังมีทิศทางไหลออกทั้งในตลาดหุ้นและตราสารหนี้
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์หลักสามารถทยอยสะสมหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์หาก Fund Flow ต่างชาติกลับเข้ามา โดยให้น้ำหนักกับธีม Data Center และโรงไฟฟ้า เช่น GPSC, BGRIM และ ADVANC รวมถึงหุ้นธนาคาร KTB, KBANK, KKP และกลุ่มท่องเที่ยว AOT, CENTEL, ERW ในมุมมองระยะกลาง-ยาว
ขณะที่ฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น โดยต่างชาติได้ขายตราสารหนี้ไทยสูงถึง 3.7 หมื่นล้านบาท(QTD)
ส่งผลให้ยอดการซื้อขายสะสมตั้งแต่ต้นปีพลิกกลับมาติดลบที่ระดับ -7,952 ล้านบาท ส่วนในตลาดหุ้นไทย ต่างชาติเทขายเกือบ 2 หมื่นล้านบาทภายในระยะเวลาเพียง 6 วันทำการ นอกจากนี้ฝั่งของตลาดอนุพันธ์ (TFEX) ต่างชาติยังมีสถานะ SHORT สุทธิสะสม 2 วันมูลค่า 3.3 หมื่นสัญญา
ปัจจัยที่กดดันให้เงินต่างชาติไหลออกจากประเทศไทย คงหนีไม่พ้นส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (BOND YIELD) อายุ 10 ปี ระหว่างสหรัฐฯและไทย ซึ่งช่องว่างของผลตอบแทนนี้ห่างขึ้นเรื่อยๆ และทำจุดสูงสุดตั้งแต่ต้นปีเป็นแรงส่งให้แนวโน้มค่าเงินบาทอ่อนค่าลง โดยมีโอกาสที่เงินบาทจะทะลุระดับสูงสุดเดิม 34 บาทต่อเหรียญฯ
ท่ามกลางวิกฤตเงินทุนไหลออกและค่าเงินที่อ่อนตัวยังคงมีโอกาส สำหรับนักลงทุนโดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่จะได้รับอานิสงค์เชิงบวกจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ได้แก่
ที่มา: Reuters, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.เอเซีย พลัส
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney