คู่มือลงทุนยุค Bond Yield พุ่ง ต้องปรับพอร์ตยังไง รับมือแรงกดดันสงคราม-เงินเฟ้อ-น้ำมันแพง

Investment

Stocks

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

คู่มือลงทุนยุค Bond Yield พุ่ง ต้องปรับพอร์ตยังไง รับมือแรงกดดันสงคราม-เงินเฟ้อ-น้ำมันแพง

Date Time: 29 ก.ย. 2569 19:00 น.

Video

Stablecoin เครื่องมือขยายอำนาจดอลลาร์ ? | Digital Frontiers EP.76

“Summary“

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งแตะระดับ 5.24-5.25% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 จากความกังวลเรื่องสงครามและทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย

  • นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในช่วงปลายปี 2569 และอาจปรับขึ้นต่อเนื่องในปี 2570 ตามสถานการณ์เงินเฟ้อและราคาน้ำมัน
  • ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทยอยสะสมตราสารหนี้โลก (Global Bonds) ระยะกลางถึงยาว โดยเฉพาะกลุ่ม Investment Grade เพื่อล็อกผลตอบแทนระดับ 5% ขึ้นไป
  • นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงสามารถพิจารณาลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 7% หรือเลือกการลงทุนแบบไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน
  • การถือครองทองคำในสัดส่วน 5-10% ของพอร์ตการลงทุนยังคงเป็นกลยุทธ์ที่แนะนำเพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด

ช่วงที่ผ่านมาโลกการเงินต่างจับตามองสถานการณ์ที่ Bond Yield พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่พุ่งไปถึง 5.24-5.25% ถือว่าสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อตลาดแค่ไหน และนักลงทุนควรปรับพอร์ตอย่างไร

Bond Yield พุ่งสูงเพราะอะไร?

พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยกับ Thairath Money ว่า ล่าสุด 29 ก.ย. 2569 อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ของสหรัฐฯ อายุ 10 ปีขึ้นมาสู่ระดับ 5.24% สาเหตุเพราะความเสี่ยงของสงครามที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึง ตลาดเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง และอาจมากกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้

“ตลาด overprice เรื่องของการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ไปพอสมควร เพราะฉะนั้นจุดนี้มองว่า Bond ตัวยาวขึ้นมาสูง ซึ่งต่อให้ Yield ขยับขึ้นอีก 0.5% หรือ 1% ยังมองว่าการถือ Bond มีโอกาส Risk-Reward ค่อนข้างคุ้ม”

ดังนั้นจึงมองว่าการทยอยเข้าซื้อ Bond ระยะยาวสหรัฐฯ ที่เน้น Buy on Dip ในช่วงนี้ยังน่าสนใจจากมุมมองของ Risk-Reward ถ้าประเมินในกรณีที่ Bond Yield อาจปรับตัวขึ้น/ลง เช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps

ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ เล่าให้ Thairath Money ฟังว่า การที่ Bond Yield ของสหรัฐฯ อายุ 10 ปีไปถึงระดับ 5.24 - 5.25% ถือเป็นระดับที่สูงที่สุดตั้งแต่ปี 2550 ถือว่าเป็นระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับช่วงปี 2565 ที่ดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐขึ้นมาอยู่ที่ 5.5% (ปัจจุบันดอกเบี้ยฯ Fed อยู่ที่ 3.75 - 4%)

“Bond Yield ตอนนี้ Price in เรื่องของการขึ้นดอกเบี้ยไปพอสมควร จึงเริ่มมีความคุ้มค่าเรื่องของการลงทุนในสินทรัพย์กลุ่มตราสารหนี้เพิ่มมากขึ้น เพราะถ้าตอนนี้ซื้อหุ้นปันผล (ต่างประเทศ) อาจจะอยู่สมมุติ 3% Bond Yield 10 ปี ก็ประมาณ 5% ก็อาจจะคุ้มค่ากว่า เราไม่ต้องไปเสี่ยงด้วย” ณัฐกฤติ กล่าว

ปี 2569-2570 Fed จะขึ้นดอกเบี้ยแค่ไหน?

อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Bond Yield เคลื่อนไหวคือ ดอกเบี้ยนโยบายเลยเป็นที่จับตามองว่า Fed จะปรับแค่ไหนในปี 2569-2570 ด้าน ณัฐกฤติ มองว่า ปัจจุบันตลาดรับรู้เรื่องการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมาเยอะแล้ว จึงคาดว่าไตรมาส 4 ปี 2569 คาดว่าจะเพิ่มอีก 1 ครั้ง และปี 2570 อาจขึ้นอีก 2 ครั้ง

พูน กล่าวว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ยังต้องติดตามสถานการณ์ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของ Fed อย่างใกล้ชิด โดยในระยะกลาง-ยาว มองว่า Fed จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุม ธ.ค. 2569 และจะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2570 แล้วทยอยลดดอกเบี้ยลง

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ประเมินไว้ยังมีโอกาสอยู่ หากตัวเลขเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจว่าเงินเฟ้อจะชะลอลงไหม ตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดสงครามลุกลามจนมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน และดันราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 120-130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล Fed ถ้าจำเป็นอาจเห็นการเร่งขึ้นดอกเบี้ยแรงถึงครั้งละ 0.5% ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ต้องระวัง

นักลงทุนต้องวางแผนอย่างไรในช่วงนี้?

ในจังหวะนี้ ตราสารหนี้ คือทางเลือกในการลงทุนที่กระจายความเสี่ยงได้ดี โดย ณัฐกฤติ แนะนำให้ปรับพอร์ตโดยทยอยสะสมตราสารหนี้โลก (Global Bonds) ระยะกลางถึงยาว โดยเฉพาะกลุ่มคุณภาพดี (Investment Grade)

“นักวิเคราะห์มองว่าปีนี้ (Fed) อาจจะขึ้น 1 ครั้ง หรือปีหน้าจะขึ้นอีกครั้งหนึ่งก็ได้ Price in ไปพอสมควรแล้ว เพราะฉะนั้นตอนนี้ที่ดอกเบี้ยขึ้นมาอยู่ระดับสูง มองว่าเป็นจุดที่น่าลงทุนที่เราจะล็อกระดับแบบ 5% กว่าๆ ขึ้นไป” ณัฐกฤติ กล่าว

ทั้งนี้ ถ้ารับความเสี่ยงได้สูงขึ้น กองทุนตราสารหนี้ภาคเอกชนอาจให้ Yield สูงแตะระดับ 7% และหากยอมรับความผันผวนของค่าเงินบาทที่อาจอ่อนค่าได้ การลงทุนแบบไม่ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Unhedged) ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ส่วนการถือครอง "ทองคำ" ควรมีติดพอร์ตไว้เพียง 5-10% เพื่อกระจายความเสี่ยง และเน้นทยอยสะสม

อย่างไรก็ตาม การลงทุน Bond มองว่ามี 3 ช่องทาง 1. ซื้อตราสารหนี้โดยตรง โดยแนะนำให้ลงทุนในกลุ่มคุณภาพดี (Investment Grade) 2. กองทุนรวม ซึ่งสามารถเลือกสัดส่วนการลงทุนได้ว่าจะเป็นพันธบัตร หรือตราสารหนี้ ในประเทศไหน และสุดท้าย 3. ETF มีให้เลือกหลายรูปแบบทั้งการลงทุนในพวกกลุ่มตราสารหนี้เป็นพันธบัตรรัฐบาล



อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ