
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งแตะระดับ 5.24-5.25% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 จากความกังวลเรื่องสงครามและทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย
ช่วงที่ผ่านมาโลกการเงินต่างจับตามองสถานการณ์ที่ Bond Yield พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่พุ่งไปถึง 5.24-5.25% ถือว่าสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อตลาดแค่ไหน และนักลงทุนควรปรับพอร์ตอย่างไร
พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยกับ Thairath Money ว่า ล่าสุด 29 ก.ย. 2569 อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ของสหรัฐฯ อายุ 10 ปีขึ้นมาสู่ระดับ 5.24% สาเหตุเพราะความเสี่ยงของสงครามที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึง ตลาดเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง และอาจมากกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้
“ตลาด overprice เรื่องของการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ไปพอสมควร เพราะฉะนั้นจุดนี้มองว่า Bond ตัวยาวขึ้นมาสูง ซึ่งต่อให้ Yield ขยับขึ้นอีก 0.5% หรือ 1% ยังมองว่าการถือ Bond มีโอกาส Risk-Reward ค่อนข้างคุ้ม”
ดังนั้นจึงมองว่าการทยอยเข้าซื้อ Bond ระยะยาวสหรัฐฯ ที่เน้น Buy on Dip ในช่วงนี้ยังน่าสนใจจากมุมมองของ Risk-Reward ถ้าประเมินในกรณีที่ Bond Yield อาจปรับตัวขึ้น/ลง เช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps
ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ เล่าให้ Thairath Money ฟังว่า การที่ Bond Yield ของสหรัฐฯ อายุ 10 ปีไปถึงระดับ 5.24 - 5.25% ถือเป็นระดับที่สูงที่สุดตั้งแต่ปี 2550 ถือว่าเป็นระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับช่วงปี 2565 ที่ดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐขึ้นมาอยู่ที่ 5.5% (ปัจจุบันดอกเบี้ยฯ Fed อยู่ที่ 3.75 - 4%)
“Bond Yield ตอนนี้ Price in เรื่องของการขึ้นดอกเบี้ยไปพอสมควร จึงเริ่มมีความคุ้มค่าเรื่องของการลงทุนในสินทรัพย์กลุ่มตราสารหนี้เพิ่มมากขึ้น เพราะถ้าตอนนี้ซื้อหุ้นปันผล (ต่างประเทศ) อาจจะอยู่สมมุติ 3% Bond Yield 10 ปี ก็ประมาณ 5% ก็อาจจะคุ้มค่ากว่า เราไม่ต้องไปเสี่ยงด้วย” ณัฐกฤติ กล่าว
อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Bond Yield เคลื่อนไหวคือ ดอกเบี้ยนโยบายเลยเป็นที่จับตามองว่า Fed จะปรับแค่ไหนในปี 2569-2570 ด้าน ณัฐกฤติ มองว่า ปัจจุบันตลาดรับรู้เรื่องการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมาเยอะแล้ว จึงคาดว่าไตรมาส 4 ปี 2569 คาดว่าจะเพิ่มอีก 1 ครั้ง และปี 2570 อาจขึ้นอีก 2 ครั้ง
พูน กล่าวว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ยังต้องติดตามสถานการณ์ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของ Fed อย่างใกล้ชิด โดยในระยะกลาง-ยาว มองว่า Fed จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุม ธ.ค. 2569 และจะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2570 แล้วทยอยลดดอกเบี้ยลง
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ประเมินไว้ยังมีโอกาสอยู่ หากตัวเลขเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจว่าเงินเฟ้อจะชะลอลงไหม ตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดสงครามลุกลามจนมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน และดันราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 120-130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล Fed ถ้าจำเป็นอาจเห็นการเร่งขึ้นดอกเบี้ยแรงถึงครั้งละ 0.5% ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ต้องระวัง
ในจังหวะนี้ ตราสารหนี้ คือทางเลือกในการลงทุนที่กระจายความเสี่ยงได้ดี โดย ณัฐกฤติ แนะนำให้ปรับพอร์ตโดยทยอยสะสมตราสารหนี้โลก (Global Bonds) ระยะกลางถึงยาว โดยเฉพาะกลุ่มคุณภาพดี (Investment Grade)
“นักวิเคราะห์มองว่าปีนี้ (Fed) อาจจะขึ้น 1 ครั้ง หรือปีหน้าจะขึ้นอีกครั้งหนึ่งก็ได้ Price in ไปพอสมควรแล้ว เพราะฉะนั้นตอนนี้ที่ดอกเบี้ยขึ้นมาอยู่ระดับสูง มองว่าเป็นจุดที่น่าลงทุนที่เราจะล็อกระดับแบบ 5% กว่าๆ ขึ้นไป” ณัฐกฤติ กล่าว
ทั้งนี้ ถ้ารับความเสี่ยงได้สูงขึ้น กองทุนตราสารหนี้ภาคเอกชนอาจให้ Yield สูงแตะระดับ 7% และหากยอมรับความผันผวนของค่าเงินบาทที่อาจอ่อนค่าได้ การลงทุนแบบไม่ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Unhedged) ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ส่วนการถือครอง "ทองคำ" ควรมีติดพอร์ตไว้เพียง 5-10% เพื่อกระจายความเสี่ยง และเน้นทยอยสะสม
อย่างไรก็ตาม การลงทุน Bond มองว่ามี 3 ช่องทาง 1. ซื้อตราสารหนี้โดยตรง โดยแนะนำให้ลงทุนในกลุ่มคุณภาพดี (Investment Grade) 2. กองทุนรวม ซึ่งสามารถเลือกสัดส่วนการลงทุนได้ว่าจะเป็นพันธบัตร หรือตราสารหนี้ ในประเทศไหน และสุดท้าย 3. ETF มีให้เลือกหลายรูปแบบทั้งการลงทุนในพวกกลุ่มตราสารหนี้เป็นพันธบัตรรัฐบาล
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney