
กรอบ AMI Framework นิยามนิเวศ AI เป็น 3 ชั้น ได้แก่ Infrastructure, Model และ Application โดยทุกส่วนต้องพึ่งพากันผ่านสมการ A = M = I
การสแกนโอกาสและความเสี่ยงในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ไม่ได้เป็นเพียงการถกเถียงว่า AI ดีหรือไม่ดี แต่เป็นการมองผ่านกรอบโครงสร้างและห่วงโซ่คุณค่าที่แท้จริง ว่า AI คืออะไร อยู่จุดไหน และจะเดินหน้าไปทางไหนต่อ
บนเวทีงาน MONEY FEST 2026 ในหัวข้อเสวนา “AI Last Boss: โอกาสอยู่ตรงไหน? เมื่อยุค AI ยังไม่มีผู้ชนะตัวจริง” ดำเนินรายการโดย รดา - ลภัสรดา พิพัฒน์ รองบรรณาธิการ Thairath Money ได้ชวนสองผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า คือ ดร.อธิป อัศวานันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายดิจิทัลและ AI ในฐานะผู้เจาะลึกวิวัฒนาการเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมกับ แบงก์ - ชยนนท์ รักกาญจนันท์ CEO Finnomena Funds และ Co-Founder Finnomena Group ในฐานะผู้เชี่ยวชาญการลงทุนที่มองผ่านทิศทางการไหลของกระแสเงินทุน
ทั้งสามคนได้มาร่วมถอดรหัสผ่านกรอบความคิด AMI Framework เพื่อค้นหาว่าเงินทุนในยุคที่ AI กำลังครองโลกนั้นหลั่งไหลไปที่ใด คอขวดที่แท้จริงอยู่ที่ไหน และใครคือผู้รอดชีวิตในศึกครั้งนี้
จุดเริ่มต้นบนเวที ได้เกริ่นนำกรอบการวิเคราะห์ AMI Framework ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการมองนิเวศ AI ออกเป็น 3 ชั้นหลักที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกขาดไม่ได้ ซึ่งจะประกอบไปด้วย
โดย ชยนนท์ ได้สรุปสมการเชื่อมโยงเชิงโครงสร้างไว้อย่างคมคายว่า A = M = I ซึ่งแปลความได้ว่า เงินลงทุนที่ลงไปในชั้น Infrastructure (I) ต้องการ Model (M) มาประมวลผล และ Model ก็ต้องการ Application (A) ในการเก็บเงินจากผู้ใช้งาน (User) เพื่อนำรายได้นั้นกลับมาจ่ายค่าพลังประมวลผล (Compute) ในชั้น Infrastructure ซึ่งความน่ากลัวของสมการนี้คือ หากชั้นใดชั้นหนึ่งเกิดคอขวด ชะลอตัว หรือล้มลง ทั้งระบบก็จะล้มตามกันไปทั้งหมด
ในการเปรียบเทียบการแข่งขันพัฒนา AI กับแมตช์ฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศ 90 นาที ชยนนท์ รักกาญจนันท์ ชี้ว่า ปัจจุบันโลกยังเพิ่งเดินทางมาถึงเพียง นาทีที่ 30-40 ของครึ่งแรกเท่านั้น ยังเหลือการแข่งขันอีกยาวนาน โดยแบ่งระลอกคลื่นการลงทุนออกเป็นดังนี้
ดร.อธิป อัศวานันท์ อ้างอิงถึงแนวคิด “Five-Layer Cake” ของ Jensen Huang ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Nvidia ว่า ชั้นที่ 1 ของ AI ที่สำคัญที่สุดคือ ไฟฟ้า หากไม่มีไฟฟ้า เค้กชั้นที่เหลือทั้งหมดจะล้มลงทันที โดยมีสมการพื้นฐานคือ ไฟฟ้าวิ่งเข้าชิป ออกมาเป็น Token ซึ่งประเทศต่าง ๆ มีการจัดการโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้ารับมือ AI ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พร้อมกับยกตัวอย่างของ 2 มหาอำนาจและไทย ไว้ดังนี้
ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ชยนนท์ วิเคราะห์ว่า สหรัฐฯ โดดเด่นด้านนวัตกรรม (Innovate) จีนถนัดด้านการคัดลอกและขยายผล (Duplicate) ในขณะที่ยุโรปเน้นการกำกับดูแล (Regulate) ดังนั้น ประเทศไทยซึ่งอยู่ตรงกลางจะต้องวางตัวเป็นกลางทางยุทธศาสตร์อย่างระมัดระวัง ไม่ผูกติดกับฝั่งใดฝั่งหนึ่ง 100% เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ
ชยนนท์ ได้เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์จาก IDC ที่จะเปลี่ยนสมการการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญว่า ภายในปีหน้า สัดส่วนการใช้งาน Open Model หรือโมเดลเปิดจะเพิ่มขึ้นเป็น 60% ในขณะที่ Closed Model หรือโมเดลปิด อย่างเช่น OpenAI, Claude จะลดลงเหลือ 40%
ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากความสามารถของ Open Model ขนาดกลางที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว สามารถรันบนเครื่อง Workstation หรือ Mac Studio ได้ในราคาหลักแสนบาท แต่ให้ประสิทธิภาพสูงถึงกว่า 80% ของโมเดลปิดระดับท็อป โดยกินไฟน้อยกว่าและต้นทุนถูกกว่ามหาศาล ส่งผลให้แนวโน้มการประมวลผลย้ายจากการพึ่งพา Cloud ไปสู่ On-Device AI หรือฮาร์ดแวร์ในท้องถิ่นมากขึ้น
แม้ประเทศจีนจะพยายามสร้าง Open Model ออกมาจำนวนมาก แต่ ชยนนท์ และ ดร.อธิป ตั้งข้อสังเกตว่า โมเดลส่วนใหญ่ของจีนยังคงเป็นลักษณะ Copy and Development หรือการดึงข้อมูลจากโมเดลฝั่งอเมริกามาเทรนต่อ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการพัฒนา Base Model จากฐานรากยังคงเป็นจุดอ่อนของจีน
ในการประเมินการสร้างรายได้ (Monetization) ในชั้น Application ดร.อธิป ชี้ว่า สภาวะปัจจุบันคือ “รวยกระจุก จนกระจาย” กล่าวคือ ผู้ขายชิปและโครงสร้างพื้นฐานรวย แต่ผู้ซื้อ Application ไปใช้งานส่วนใหญ่ยังขาดทุน
จากภาพสะท้อนขององค์กรใหญ่ พบว่ากว่า 90% ขององค์กรซื้อ AI มาเพื่อ “ลดต้นทุน” แต่เมื่อรวมค่าวิศวกรซอฟต์แวร์ ค่าระบบ และค่า Token แล้ว ปรากฏว่าส่วนใหญ่ประสบภาวะขาดทุนมากกว่าได้กำไร
แต่ทั้งนี้ ทั้งสองมองว่ายังคงมีกลุ่มผู้ชนะในชั้น Application ซึ่งจะประกอบไปด้วย
ชยนนท์ ได้สรุปปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 3 ประการที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะประกอบไปด้วยปัจจัยดังนี้
และท้ายที่สุดทั้งสองผู้เชี่ยวชาญ ได้ยกตัวอย่าง สำหรับผู้ท้าชิงตำแหน่ง “Last Boss” ในศึก AI ครั้งนี้ โดยระบุว่า ผู้ชนะที่มีความเป็นไปได้ คือ
ท้ายที่สุดแล้ว ตลาด AI ตอนนี้ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเดินทาง การเลือกลงทุนหรือปรับใช้เทคโนโลยีจึงไม่ใช่การไล่ตามกระแส แต่เป็นการเข้าใจคอขวดที่กำลังเคลื่อนตัวจากชิปสู่หน่วยความจำและพลังงานไฟฟ้า พร้อมทั้งเลือกลงทุนในผู้เล่นที่มีคูเมืองแข็งแกร่งและสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างยั่งยืนในสมการ A = M = I
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney