
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ติดตามคณะเดินทางเยือนนิวยอร์ก ถึงภาพรวมการจัดงานโรดโชว์พบผู้จัดการกองทุนและนักลงทุนสถาบันต่างประเทศจากทั่วโลก ที่มหานครนิวยอร์กประเทศสหรัฐอเมริกาว่า สถาบันการเงินที่ลงทุนในประเทศไทยมีทีท่าเป็นบวกทั้งหมด
โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คำถามที่นักลงทุนถามมา ทีมประเทศไทยตอบได้ดี ทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นอีก รวมทั้งจากการจัดอันดับของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้ง 3 สถาบันที่ปรับมุมมองประเทศไทยดีขึ้น เหมือนเป็นการยืนยันถึงความพร้อมและความมั่นคงของประเทศไทยอยู่แล้ว
“สถาบันการเงินที่ไปลงทุนในประเทศไทยเป็นบวกหมดเลย คำถามของเขา ผมคิดว่าพวกเราได้ตอบทำให้เขามีความมั่นใจเพิ่มขึ้นไปอีก จริงๆ แล้วเขาก็มี outlook ที่ดีกับประเทศของเราอยู่แล้ว เพราะจากการจัดอันดับของสถาบันที่น่าเชื่อถือทั้ง 3 สถาบัน S&P, Moody's และ Fitch ตรงนั้นเป็นเหมือนแสตมป์ยืนยันถึงความพร้อมและความมั่นคงของประเทศไทยอยู่แล้ว” นายกรัฐมนตรี กล่าว
วันนี้ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ที่ได้ไปนำเสนอประเทศไทย หรือ Thailand Roadshow ด้วยตัวเอง ทีมประเทศไทยสามารถให้ภาพที่ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับประเทศไทย
รวมถึงการตอบข้อสงสัยที่นักลงทุนมี เช่น เรื่องนโยบายทางการเงิน เรื่องความมีเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท เรื่องนโยบายภาครัฐ เรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เรื่องการบริหารจัดการงบประมาณ หนี้ครัวเรือน และการส่งเสริมการลงทุนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งทีมประเทศไทยก็ตอบคำถามได้หมด และสัมผัสได้ว่านักลงทุนมีความมั่นใจต่อประเทศไทยมาก
“เราไม่ได้พบแค่กลุ่มเดียว ได้พบทั้งสถาบันการเงิน ตลาดเงินตลาดทุนของเขา และพบกับบริษัทข้ามชาติใหญ่ๆ เช่น Google และ Microsoft ที่พร้อมจะไปลงทุนในประเทศไทยในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง แต่เราคุยไปถึงว่าไม่ใช่แค่เอาเงินไปลงทุน เราพูดถึงการ training การทำให้คนไทยได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยี และความรอบรู้ในเรื่อง AI และเทคโนโลยีที่จะเป็นอุตสาหกรรมของโลกจากนี้ไป”
“เขาเลือกประเทศไทยและให้ความมั่นใจเรื่อง Data Center เราก็บอกให้เขาฟังว่ากำลังจัดตั้งคณะกรรมการมากำกับดูแลเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เพราะเป็นธุรกิจที่ใช้พลังงานและทรัพยากรน้ำเยอะ เราต้องบอกให้เขาฟังว่าจะต้องบริหารจัดการอย่างไร อยู่ในโลเคชันไหนที่สามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานได้ ซึ่งเราได้รับฟังข้อคิดเห็นจากเขา การจัดตั้งคณะกรรมการของเราไม่ได้ทำให้เขารู้สึกหวั่นไหวหรือคิดจะย้ายไปประเทศอื่น เพราะเรายืนยันว่าจะให้การส่งเสริมธุรกิจของเขาต่อไป” นายกรัฐมนตรี กล่าว
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 คณะของนายกรัฐมนตรียังได้พบกับบริษัทการเงินของโลก Jefferies Group LLC ซึ่งจัดเวทีให้นายกรัฐมนตรี พบกับกองทุนชั้นนำของสหรัฐอเมริกา
โดยนายกรัฐมนตรี ระบุว่า หน้าที่ของรัฐบาลคือ การเปลี่ยน “โอกาส” ให้เกิดเป็น “ธุรกิจจริง” เพื่อเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน และให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมใช้โอกาสนี้เชิญชวนให้เข้ามาลงทุนในไทย โดยไทยกำลังนำเสนอโอกาสใหม่ ๆ ที่ไทยควรได้รับการพิจารณาจากนักลงทุน
เช่น นักลงทุนที่เข้ามาดำเนินโครงการใหม่ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นสร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่ เพราะประเทศไทยสั่งสมฐานการผลิต กลุ่มอุตสาหกรรม ระบบคมนาคม และเครือข่ายผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ที่ให้บริการแก่ลูกค้าทั่วโลก สามารถใช้ไทยเป็นฐานการดำเนินธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ในประเทศ เพื่อเข้าถึงตลาดในภูมิภาคได้
ไทยยังมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ความต้องการระบบจัดเก็บข้อมูล การส่งผ่านข้อมูลที่รวดเร็ว ระบบไฟฟ้าที่มีความมั่นคง และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับบริการดิจิทัล กลายเป็นโอกาสสำคัญดึงดูดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มเข้ามาสู่ประเทศไทยได้
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยยังคงมีเสถียรภาพ จากเงินสำรองระหว่างประเทศของไทยที่แข็งแกร่ง หนี้สาธารณะที่อยู่ภายใต้กรอบเพดานตามกฎหมาย ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงมีพื้นที่ทางการคลังในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอก
ทั้งนี้ สัญญาณความสนใจการลงทุนในประเทศไทยอย่างชัดเจนว่า แค่ช่วงครึ่งแรก มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ สูงถึง 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 80 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องว่า ภาคธุรกิจสนใจและกำลังมองหาโอกาสการลงทุน และประเทศไทยก็เหมาะและพร้อมเปิดรับการลงทุน
รัฐบาลยังยินดีต้อนรับการลงทุนใน Data Center แต่ก็ตระหนักถึงผลกระทบด้านการใช้พลังงานและทรัพยากรน้ำ จึงมีการทบทวนหลักเกณฑ์ เพื่อดึงดูดโครงการที่มีความเหมาะสม เพื่อสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว
นายกรัฐมนตรีกล่าวในช่วงท้าย ย้ำไทยยังมีโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดี ทั้งจากการลงทุนที่จะเข้ามาในประเทศไทยและจากบริษัทไทยที่มีความพร้อมลงทุน ดังนั้น หน้าที่ของรัฐบาล คือ การช่วยเปลี่ยนโอกาสดังกล่าวให้เกิดขึ้นเป็นธุรกิจจริง เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน ขณะเดียวกันก็เปิดกว้างรับฟังมุมมองจากนักลงทุนว่าเห็นโอกาสด้านใดมากที่สุด รวมถึงข้อกังวลต่าง ๆ เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา
ทั้งนี้ Jefferies Group LLC เป็นบริษัทการเงินและการลงทุนระดับโลก ให้บริการด้านตลาดทุน การซื้อขายหลักทรัพย์ และการบริหารสินทรัพย์ โดยมีเครือข่ายครอบคลุมศูนย์กลางทางการเงินทั่วโลก และมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงนักลงทุนกับโอกาสการลงทุนในตลาดทุนระหว่างประเทศ
ในวันเดียวกัน (24 ก.ย.) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจไทยบนเวทีโลก เป็นสักขีพยานการลงนามความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) พร้อมร่วมพิธีลั่นระฆังเปิดการซื้อขาย (Opening Bell) ประชาสัมพันธ์ศักยภาพ และความพร้อมของไทยต่อหน้านักลงทุนระดับโลก โดยเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 3 ที่เข้าร่วมพิธีดังกล่าว
เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ความร่วมมือ SET - NYSE ช่วยให้บริษัทไทยเข้าถึงนักลงทุนและแหล่งเงินทุนระดับโลก สนับสนุนการระดมทุน การขยายธุรกิจ และการลงทุนข้ามพรมแดน ขณะเดียวกัน ก็เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างประเทศเห็นศักยภาพของบริษัทไทยและอุตสาหกรรมใหม่ ๆ มากขึ้น ดึงดูดเงินลงทุน เทคโนโลยี และการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศไทย
โดยนายกรัฐมนตรีมองว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ เป็นมากกว่าข้อตกลงระหว่างตลาดหลักทรัพย์สองแห่ง แต่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา รวมถึงทำให้ตลาดทุนสองประเทศมีความใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น
ขณะที่ สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของไทย นิวยอร์กคือ หัวใจสำคัญของการเงินโลก ความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่าง NYSE และ SET จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้แก่บริษัทและนักลงทุนในทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งกระชับความเชื่อมโยงของตลาดและส่งเสริมการลงทุนข้ามพรมแดนให้มากยิ่งขึ้น และการลงนามในวันนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนศักยภาพดังกล่าวให้กลายเป็นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม
“นายกรัฐมนตรีต้องการเปลี่ยนความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการลงทุน การขยายธุรกิจ และการสร้างงาน เพื่อส่งต่อประโยชน์สู่ประชาชนไทย” เอกภพ ระบุ
อีกทั้งในวันเดียวกัน (24 ก.ย.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) โดยมีนายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นสักขีพยาน
โดยความร่วมมือนี้ ทั้งสองตลาดจะวางกรอบการดำเนินงานร่วมกันด้านการจดทะเบียนหลักทรัพย์ในทั้งสองตลาด (Dual Listing) ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และดัชนีร่วมกัน
อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กล่าวว่า MOU ครอบคลุมความร่วมมือ 5 ด้าน ได้แก่
“ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงภาคธุรกิจและผู้ลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ พร้อมเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนให้กับบริษัทจดทะเบียนไทย สร้างโอกาสการเข้าถึงผู้ลงทุนสถาบันและแหล่งเงินทุนในตลาดชั้นนำของโลก เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนทั่วโลกเข้าถึงการลงทุนในประเทศไทยได้มากขึ้น รวมถึงช่วยเพิ่มช่องทางการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้แก่บริษัทต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในไทย สอดรับกับโครงการ BOI to IPO" อัสสเดช กล่าว
ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าว สะท้อนความมุ่งมั่นของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมโยงตลาดทุนไทยเข้ากับโอกาสใหม่ ๆ ตามวิสัยทัศน์การเป็นเส้นทางแห่งความเชื่อมั่นสู่โอกาสของทุกคน ‘The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities’
ด้าน วิลล์ กูดวิน หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์และกิจการองค์กร ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก กล่าวว่า NYSE ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันดีที่มีมาอย่างยาวนานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ MOU ฉบับนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการกระชับความร่วมมือระหว่างตลาดทั้งสองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ผู้ออกหลักทรัพย์และผู้ลงทุน เราตั้งตารอที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับตลาดหลักทรัพย์ไทย เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาวของตลาดทุนไทย”
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ NYSE มีความร่วมมือกันมาตั้งแต่ปี 2535 โดยเริ่มจากงานด้านการกำกับดูแลตลาด และพัฒนาความสัมพันธ์ต่อเนื่องมากว่า 3 ทศวรรษจนถึงปัจจุบัน ที่ขยายขอบเขตการทำงานร่วมกันจนเกิดข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney