
อย่างที่คุ้นเคยกันว่าในตลาดหุ้นสหรัฐฯ หุ้นที่สร้างการเติบโตอย่างร้อนแรง และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก คือกลุ่มหุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกเรียกว่า "7 นางฟ้า" หรือ “The Magnificent Seven”
ในทางกลับกัน นักลงทุนไทยจำนวนไม่น้อย ต่างเอ่ยปากเป็นเสียงเดียวกันว่า หุ้น IPO ที่ทยอยเข้าเทรดในตลาดหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมา มีแต่บริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจเดิมที่ขาดความน่าสนใจ และไม่มีหุ้นเทคโนโลยีหรือธุรกิจแห่งอนาคตเข้ามาเติมเต็มกระดานเลย
เรื่องนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ในโครงการ BOI to IPO ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการแก้ไขโจทย์ใหญ่นี้ ด้วยการประสานพลังของ 3 หน่วยงานหลัก ทั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
เพื่อผนึกกำลังปลดล็อกเงื่อนไข เข็นบริษัท New Economy หรือ "ของดี" ที่เข้ามาลงทุนในไทย เข้าสู่กระดานหุ้น ให้เปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยได้เลือกช็อปและเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมยุคใหม่
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานบอร์ด BOI ได้สะท้อนมุมมองว่า หากตลาดหุ้นสหรัฐฯ มี "7 นางฟ้า" หรือ "8 นางฟ้า" เป็นตัวขับเคลื่อน ประเทศไทยเราเองก็จำเป็นต้องเร่งสร้างและหานางฟ้าในตลาดหุ้นไทยขึ้นมาเช่นกัน
ที่ผ่านมา BOI เปรียบเสมือนผู้หว่าน "เมล็ดพันธุ์ใหม่" ผ่านเม็ดเงินขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 1.4 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา ซึ่งแปลงเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงแล้วกว่า 5.3 แสนล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
แต่การจะทำให้เมล็ดพันธุ์เหล่านี้เจริญเติบโตและ "หยั่งรากลึกลงไป" ในโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องพึ่งพากลไกของตลาดทุนเป็นสำคั
โครงการ BOI to IPO จึงถูกออกแบบมาเพื่อดึงบริษัท New Economy ทั้งอุตสาหกรรม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชิป PCB, AI Supply Chain, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ, เทคโนโลยีชีวภาพ ตลอดจนดิจิทัล ให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย
โดยมีการเปิด Track พิเศษ ด้วยสิทธิประโยชน์ออนท็อปยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มอีก 3 ปี หรือลดหย่อนภาษี 50% เพิ่ม 5 ปี สำหรับกลุ่ม New Economy ควบคู่ไปกับการปรับเกณฑ์การ listing ของ ก.ล.ต. และ ตลท.
เพื่อจูงใจให้บริษัทชั้นนำเหล่านี้ตัดสินใจระดมทุนในไทย ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการถือหุ้น และแบ่งปันผลกำไรจากการเติบโตของ New Economy ไปพร้อมกัน
“วันนี้เราพูดถึงหุ้น 7 นางฟ้า 8 นางฟ้า อะไรก็แล้วแต่ในอเมริกา เราจะทำอย่างไรให้มีนางฟ้าหรือเทวดามาอยู่ที่เมืองไทย นี่คือโครงการ BOI to IPO“ ดร.เอกนิติ กล่าว
พรอนงค์ บุษราคัมวดี เลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต. ได้เน้นย้ำถึงบทบาทเชิงรุกในการร่วมสร้างระบบนิเวศตลาดทุน ซึ่งในด้านกระบวนการ ก.ล.ต. ได้มีการปรับปรุงขั้นตอนพิจารณาคำขอ IPO เพื่อลดระยะเวลาพิจารณาในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ให้เหลือ 60-100 วัน จากเดิมเฉลี่ย 147 วัน โดยได้พูดคุยประเด็นสำคัญกับบริษัทและที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ล่วงหน้าก่อนยื่นคำขอ ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มทดลองผ่านโครงการ Sandbox
ขณะเดียวกัน ในด้านเกณฑ์การพิจารณา ก.ล.ต. ได้ปรับเปลี่ยนสู่นโยบาย Disclosure-based ที่เน้นการเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนเพื่อการคุ้มครองผู้ลงทุน และได้อนุมัติเกณฑ์พิเศษสำหรับกลุ่ม BOI to IPO ในอุตสาหกรรม New Economy เช่น
ทั้งนี้ ก.ล.ต. มุ่งเน้นการดึงบริษัทที่มี "คุณภาพ" เข้ามามากกว่าคำนึงถึงเพียงจำนวนราย เพื่อให้บริษัทสามารถระดมทุนและเติบโตในตลาดทุนได้อย่างยั่งยืนระยะยาว
อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ระบุว่า โครงการความร่วมมือในช่วงระยะเวลา 5 ปีนี้ จะสร้าง "4 Big Wins" ให้กับประเทศ ได้แก่
และเพื่อให้กรอบการทำงานเกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้ง 3 หน่วยงานได้ร่วมกันจัดตั้ง Task Force ร่วม เพื่อออกไปพบปะ คัดเลือก และเจรจากับบริษัทเป้าหมายโดยตรง โดยปัจจุบันมีกลุ่มเป้าหมายราว 10 บริษัทที่จะเข้าไปพูดคุย
ควบคู่ไปกับการที่ ตลท. ยกเว้น/ลดหย่อนค่าธรรมเนียม และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุน CMDF ช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการทำ IPO
แม้ว่าขั้นตอนการตัดสินใจของแต่ละบริษัทจะต้องใช้เวลาและการเตรียมความพร้อม แต่ผู้จัดการ ตลท. ได้ตั้งเป้าหมายและยืนยันอย่างชัดเจนว่า ภายในช่วงปลายปี 2570 นักลงทุนไทยจะได้เห็นความชัดเจนที่บริษัท New Economy จากโครงการ BOI to IPO เข้ามาจดทะเบียนและซื้อขายบนกระดานหุ้นไทยอย่างแน่นอน
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney