
Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75 - 4.00% พร้อมส่งสัญญาณปรับขึ้นต่อเนื่องในปีนี้และปี 2570 เพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้เข้าสู่เป้าหมาย 2%
โลกการเงินต่างจับตามองการประชุมครั้งล่าสุด (16 ก.ย. 2569) ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ที่ประกาศขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75 - 4.00% แม้จะเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ แต่ถือเป็นการขยับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปีนับตั้งแต่ ก.ค. 2566 และเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกภายใต้การนำของ Kevin Warsh ประธาน Fed คนใหม่
พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย (KTB) เล่าสรุปความเคลื่อนไหวตลาดการเงินโลกหลังจาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยฯ ฝั่งตลาดหุ้น เริ่มกันที่ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เจอแรงกดดันโดยดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -1.2% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.5 ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -0.01% แต่ ตลาดหุ้นยุโรปดัชนี STOXX600 ปรับตัวขึ้น +0.5%
ฝั่งตลาดบอนด์ โดยบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สูงขึ้นสู่ระดับ 5.00% หลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ยตามคาดและส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่ตลาดยังคงคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed จึงประเมินว่า มีจุด Break-Even Yield ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่อาจสูงถึง 5.30%
ตลาดค่าเงิน พบว่าสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น โดยเงินบาทอาจอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง แต่ยังอยู่ในกรอบที่จำกัดโดยคาดว่ากรอบเงินบาทในช่วงวันนี้จะอยู่ที่ระดับ 33.25-33.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่ผลกระทบต่อราคาทองคำ เมื่อตลาดคาดว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยได้มากกว่าที่ระบุไว้ใน Dot Plot จึงสร้างแรงกดดันต่อ “ราคาทองคำ” โดยข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำพบว่า ช่วงเปิดตลาดราคาทองคำแท่งขายออกอยู่ที่ 68,050 บาทต่อบาททองคำ ลดลง 350 บาทจากเมื่อวานนี้ จนถึงปัจจุบัน (10.42 น.) อยู่ที่ราคา 67,950 บาทต่อบาททองคำ
ส่วนราคาทองคำโลก กลุ่มฮั่วเซ่งเฮง ระบุว่า ราคาทองโลกมีการปรับตัวลงหลุดแนวต้านบริเวณ 4,325 และ 4,350 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ลงมา แต่ภายหลังยังยืนเหนือแนวรับที่ 4,230 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์จึงประเมินว่า ทองโลกมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นทดสอบแนวต้านเดิม แต่ถ้าทองโลกหลุดแนวรับถัดไปที่ 4,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองโลกมีโอกาสสูงที่จะปรับฐานลงต่อ ซึ่งถ้าต่ำกว่าจุดนี้มองว่าควรใช้กลยุทธ์ขายตัดขาดทุน
Fed พร้อมขึ้นดอกเบี้ยต่อ?
คณะกรรมการ FOMC มีมติเอกฉันท์ 12-0 ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.25% สู่ระดับ 3.75 - 4.00% ท่ามกลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจกำลังขยายตัวได้ในอัตราที่แข็งแกร่ง แม้ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ในระดับสูงจากด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่การใช้จ่ายในประเทศยังคงฟื้นตัว โดยยังมีเงินเฟ้อเป้าหมายที่ 2% ขณะเดียวกันยังปรับประมาณการ Core PCE ปี 2569 ขึ้นเป็น 3.4% และ Headline PCE เป็น 3.7% ส่วน GDP สหรัฐฯ ปี 2569 ขึ้นเป็น 2.3% และปี 2570 เป็น 2.4%
สิ่งที่ตลาดจับตามองคือ Fed ส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ และมุมมองตลาดจาก Dot Pot ยังสะท้อนว่าปี 2570 อาจขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 1-2 ครั้ง แม้จะมีแรงกดดันทางการเมืองจาก Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่บอกว่าอัตราดอกเบี้ยฯ ควรอยู่ที่ 1% หรือน้อยกว่านั้น (ซึ่งที่ผ่านมามักกดดันให้ Fed ปรับลดดอกเบี้ยอยู่บ่อยครั้ง)
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) มองว่า การที่ Fed ปรับคาดการณ์ต่างๆ ขึ้น ทั้ง GDP, ตัวเลขเงินเฟ้อยิ่งสะท้อนภาพว่า Fed มองว่ายังมีพื้นที่ขึ้นดอกเบี้ยโดยไม่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจทันที และการขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้อาจมีความซับซ้อนกว่าปกติ เพราะตัวเงินเฟ้อมีผลกระทบจากราคาพลังงานและข้อจำกัดด้านอุปทาน ซึ่งดอกเบี้ยที่สูงขึ้นไม่สามารถแก้ปัญหาต้นเหตุโดยตรงได้ ดังนั้นกลายเป็นความเสี่ยงว่า Fed อาจต้องกดอุปสงค์ของเศรษฐกิจมากกว่าปกติเพื่อดึงเงินเฟ้อลง
ส่วนมุมมองต่อ ดัชนี S&P 500 มองว่าระยะ 1–3 เดือนมีแนวโน้ม Sideways-to-Volatile มากกว่ากลับไปขึ้นแบบกว้างทันที และตลาดจะเลือกให้ Premium กับบริษัทที่สามารถส่งมอบกำไรได้จริงมากขึ้น ขณะที่หุ้นที่อาศัย Valuation หรือความคาดหวังระยะไกลจะมีความเสี่ยงสูงกว่า
ทั้งนี้ในด้านการลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ มองว่ามี 4 ปัจจัยที่ต้องจับตามอง ได้แก่
อ้างอิงข้อมูล กรุงไทย, InnovestX, Finnomena, ฮั่วเซ่งเฮง, สมาคมค้าทองคำ
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney